สตูล- “ขนมจั้ง” แบบโบราณดั้งเดิมนาน 4 รุ่น ที่ยังสืบสานจนถึงปัจจุบัน

0
944

สตูล– “ขนมจั้งแบบโบราณดั้งเดิมนาน 4 รุ่น ที่ยังสืบสานจนถึงปัจจุบัน

ขนมจั้งเป็นขนมพื้นบ้านทางภาคใต้ ที่มีรูปสามเหลี่ยมสีเหลืองใส คล้ายข้าวต้มสามเหลี่ยม ที่มักกินคู่กับน้ำหวานหรือจิ้มน้ำตาล หรือทำเป็นของหวานใส่น้ำเชื่อมเติมน้ำแข็งใส่เคี้ยวหนึบชุ่มคอ ด้วยความที่ขนมจั้งมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากใช้เวลานานทำให้ปัจจุบันขนมดังกล่าวหารับประทานได้ค่อนข้างยาก

นางรอบีหยัน หัสมา อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่395 .12 .ละงู .ละงู .สตูล ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ยึดถือการทำขนมจั้งแบบวิถีดั้งเดิมมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่นและได้ถ่ายทอดให้กับหลานสืบทอดต่อเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว นางรอบีหยันกล่าวว่า ตนฝึกทำขนมจั้งมาตั้งแต่เล็กๆโดยเห็นยายทำ ก็เข้ามาเลียบๆเคียงๆ จนกระทั่งถึงรุ่นแม่จึงได้ทดลองทำเอง ขนมจั้งปัจจุบันหารับประทานได้ยากมาก อย่างที่ต.ละงู เท่าที่ทราบมีของตนกับของหลานเพียง 2 เจ้าที่ทำกันอยู่เนื่องจากวิธีการทำใช้เวลานานมาก หนุ่มสาวสมัยๆจึงไปทำงานอย่างอื่นหรือทำอย่างอื่นขายดีกว่ามานั่งทำขนมจั้ง ส่วนตนนั้นถือว่าเป็นขนมดั้งเดิมที่สมัยก่อนทำกินกันเฉพาะวันสำคัญทางศาสนาเช่นวันฮารีรายา ทั้ง 2 วันเรียกได้ว่าหากจะกินขนมจั้งต้องรอให้ถึงวันฮารีรายาเท่านั้น ซึ่งสมัยที่แม่ของตนทำขาย ทำครั้งละมากๆพาไปขายถึงอ.ท่าแพ นำไปครั้งละกระสอบ เท่าที่จำได้พวงหนึ่งมีขนมจั้ง20 ลูกขายในราคาพวงละ 4 บาท เมื่อมาถึงสมัยตนข้าวของมีราคาแพงจำนวนขนมในพวงก็ลดลงและเพิ่มราคาขึ้นเรื่อยๆจากพวงละ 20 ลูก เป็น15 ลูก 10 ลูก จนปัจจุบันอยู่ที่พวงละ 7 ลูกขายราคาพวงละ10 บาท ลูกต้องทำเล็กลงกว่าเดิมเพราะข้าวเหนียวราคาแพงขึ้น

ส่วนวิธีการทำที่ว่ายุ่งยากนั้น สมัยก่อนใช้กาบมะพร้าวหรือเปลือกทุเรียนมาเผาให้เป็นขี้เถ้าและใส่น้ำตั้งไว้ให้ตกตะกอนแล้วเอาน้ำใสๆที่เป็นน้ำด่างมาแช่ข้าวเหนียว แต่สมัยนี้มีน้ำด่างที่ขายเป็นขวดเพิ่มความสะดวก โดยข้าวเหนียวต้องแช่น้ำด่างไว้อย่างต่ำ 3 ชั่วโมงจากนั้นนำมาห่อกับใบไผ่ ซึ่งใบไผ่ที่ห่อต้องใช้ใบขนาดกลาง ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป เพราะหากอ่อนหรือแก่ไปเวลาห่อใบจะแตก ใบไผ่ก็ต้องไปเก็บในป่าหากช่วงหน้าฝนก็จะเก็บลำบาก บางครั้งพบงูก็ต้องวิ่งหนีกันให้ตื่นเต้น เมื่อได้ใบไผ่แล้วนำมาห่อโดยจะห่อข้างเสา เพราะต้องใช้เชือกฟางซึ่งสมัยก่อนใช้ใบลานแทนเชือกผูกเป็นพวงเพื่อความสะดวก 1พวงจะมีขนมจั้ง 7 ลูก หลังจากห่อเสร็จนำไปต้มด้วยไฟแรงจัดอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง จึงต้องต้มกับเตาไม้ฟืนและต้องเฝ้าไม่ให้ไฟอ่อน หากไฟอ่อนหรือต้มต่ำกว่า 3 ชั่วโมงขนมจั้งจะไม่เป็นวุ้นและไม่เหนียวหนึบไม่อร่อย ความพิเศษของขนมอยู่ตรงที่รสสัมผัสเหนียวนุ่มหนึบ มีกลิ่นหอมของใบไผ่ ส่วนตัวขนมจั้งเองจะมีรสชาติจืดๆคล้ายข้าวต้มวุ้น โดยจะนำไปดัดแปลงใส่น้ำแข็ง น้ำเชื่อม หรือกินคู่กับน้ำจิ้ม ซึ่งทำจากน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลโตนดหรือ น้ำตาลอ้อยที่เคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมหรือจิ้มกับน้ำตาลอ้อย โดยจะขายคู่กันเป็นชุด ขณะที่นางดวงใจ จำเริญรัก อายุ 46 ปี ผู้สืบทอดรุ่นที่ 4 บอกว่า ขนมจั้งที่ได้สืบทอดมา แม้นจะไม่ใช้วิถีชีวิตเหมือนก่อนแต่ก็จะพยายามสืบทอดไว้ให้นานที่สุด สมัยนี้คนไม่นิยมทำเพราะต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าจะได้กิน ซึ่งตนเองก็จะทำวันพฤหัสบดีหรือเช้ามืดของวันศุกร์เพื่อจำนำไปขายตลาดสามแยกลาหงา .ละงูในวันศุกร์ตอนเย็น ซึ่งตนจะขายเพียง 2 วันคือวันศุกร์ตอนเย็นและวันเสาร์ตอนเช้าในตลาดละงูเท่านั้น เพราะต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยพื้นบ้านไม่ให้สูญหายหรือถูกลืมไปเท่านั้นเอง

ทีมข่าว @ชายแดนใต้ .สตูล

แสดงความคิดเห็น