โจรจีนบุกโรงพัก เบตง 2476 ตอนที่ 13 ( จับกุม คุมขัง)

0
510

โดยอิสมาแอล สาเร้ะ นักประวัติศาสตร์ มลายูเบตง

 วันที่ 29 ตุลาคม 2476 หนึ่งวันหลังเกิดเหตุ เมื่อตำรวจสงขลาไปแล้ว นายสงวน พร้อมพรรคพวก7 คน เป็นพลเรือน และ ตำรวจ พากันไปตรวจค้นผู้ร้ายในตลาด จุดแรกที่ไปคือ บ้านเมีย “นาย หลีเฮงโป” ผู้รับเหมาทำงานดินของกองทางเบตง บ้านนี้อยู่ติดกับ โรงเรียนจีน ชื่อ “จงหัว” (ปัจจุบันเป็นบ้านพักครู ผู้หญิ่งโรงเรียนเดียวกัน /2508) โดยสงสัยว่า นาย “ลูยีเหยี่ยน” จีนแคะ อาจหลบซ่อนอยู่ที่นั่น แต่ค้นหาไม่เจอ ออกจากบ้าน นาย“หลีเฮงโป “ ตรงไปกงสีจีนปลูกผัก (ปัจจุบันเป็นบ้านห้องแถว 2 ชั้น หน้าตลาดสดเทศบาลเบตง) พบแต่กงสีเปล่าไม่มีคน เลยพากันเดินข้ามทุ่งนามุ่งหน้าไปอีก กงสีหนึ่ง ไปดูกงสีจีนปลูกผักข้างตลาดสดของสรรพกร ข้างโรงต้มกลั่นสุราของรัฐบาล ( กงสีจีนแห่งนี คือบริเวณหัวถนนตัณท์วีระ) ในกงสีมี ผู้หญิ่งและเด็กรวม 3 คน พวกผู้ชายหนีไปหมด ออกจากกงสีแห่งนั้น แล้วพากันเดินย้อนไปทางตลาด ร้านค้าทางสามแยก( ปัจจุบัน สี่แยกหอนาฬืกา) ขณะนั้นร้านค้าเริ่มเปิดขายของกันแล้ว
หลังจากนั้น ส.ต.อ พร ฯ กับเพื่อนแยกไปทาง ถนนยะรม เพื่อไปติดตาม ครอบครัว ของเขาเอง ครอบครัวของเขา มีผู้ใหญ่ 3 คน เด็ก 2 คนหายไป ตั้งแต่โจรจีนยกกำลังเข้าโจมตีสถานีตำรวจ ตอนนี้ก็ข้ามคืนมาแล้ว ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทุกคนพากัน เห็นใจ ส.ต.อ. พร ฯ ที่อดใจปฎิบัติหน้า โดยไม่ปริปากสักคำ ต่อมาตอนเที่ยง วันนั้น เองได้รับ ข่าวดีว่า ครอบครัวของเขาปลอดภัยดี และทุกคนได้กลับเข้าบ้านแล้ว
หลวงเจริญ ฯ ลงจากสถานี พร้อม ตำรวจ 3 คน บอกว่า จะไปจับ นาย “อั้งอาปี” จึงพากับไปด้วยกับหลวงเจริญฯ ไปตลาดสดอีกครั้ง เมื่อจับตัว นาย “ อั้งอาปี “ซึ่งอาศัยอยู่ห้องแถวเยื้องตรงข้ามกับร้าน ของ นาย “โลเง็กซี่ “ ใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ซอกิมจิว” ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจกับ พวกโจรจีน หลวง ฯ เจริญ จึงสั่งให้ควบคุมตัว นาย “ซอกิมจิว” ใว้ด้วย
นายสงวน กล่าว ภายหลังว่า “โปรดสังเกตว่า ขณะนี้ คำพูดของพวกเรา ศักดิ์สิทธิ์เพียงไร เพราะเพียงแต่คนใดคนหนึ่ง จะถูกปรักปรำว่าเป็นคนร้าย ใครคนนั้นจะเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ก็ไม่อาจจะหนีความเคราะห์ร้ายไปได้ และเราเป็นบุคคลภายนอก เราก็ไม่รู้ตึ้นลึกหนาบาง ว่าคนที่ปรักปรำผู้อื่นเช่นนี้ เขาอาศัยข้อเท็จจริงที่อาจพิสูจน์ได้หรือไม่ “ .

หลังจากส่งทั้ง สอง คนไปสถานีตำรวจเสร็จแล้วนั้น หลวงเจริญฯ เข้าไปจับ นาย “ไล่อาซง” ที่บ้านบังกาโลของนาย “ โลเลียนเจา” หลังจากได้ตัว นาย “ไล่อาซง” แล้ว ทั้งหมดพากันกลับสถานีตำรวจ
ที่สถานีตำรวจ เห็นนาย “ซอกิมจิว” ไม่ถูกขังอย่างคนอื่น เข้าใจว่าจับผิดตัวหรือเหตุอื่น รู้แต่เพียงว่า แกเป็นจีน ฮกเกี้ยน อายุ 60 ปีแล้ว ปกติก็ไม่ได้ สมาคมกับจีนแคะที่เป็นโจรพวกนั้น
ต่อมาเวลา 09.00 น.เศษ ตำรวจสงขลา ในการควบคุมของ ร.ต.ท. ถวิล คำเสถียร ที่ออกไปตรวจค้นคนร้าย เมื่อใกล้รุ่ง ได้กลับมาสถานี พร้อมจีน กวางไส 10 คน ถูกจับในข้อหา เป็นคนส่งเสบียง ให็โจรจีน ตำรวจเข้าจับกุมขณะจะเอา เสบียงไปให้พรรคพวก ที่อยู่ในป่าทางหมู่บ้าน “อัยเยอร์เบอร์จัง” ขณะเข้าจับกุม ตำรวจยิงพวกนี้ตายไป 1 คน อ้างว่าเป็นการป้องกันตัวโดยผู้ต้องหาพยายามต่อสู้
นอกจากได้ตัวผุ้ต้องหา 10 คนแล้ว ตำรวจยังยึดเอาเสบียงอาหาร ที่พวกนี้กำลังหาบไปถึง 8 หาบ หาบๆหนึ่งหนักไม่น้อยกว่า 40-50 กิโลกรัม ในกระบุงจำนวน 16 ใบ ของ 8 หาบนั้น เท่าที่เห็นด้วยสายตาในเวลารื้อค้น เห็นมีสุราต่างประเทศ (จีน) 15 ขวด สุราในถิ่น (เถื่อน) 20 ขวด น้ำสมสายชู และเต้าอิ๋ว ราว 10 ขวด เครื่องประกอบอาหาร เช่น เส้นแกงร้อน เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน หนังหมูแห้ง ปลาหมึก เต้าเจี้ยว เกลือ แป้งมัน น้ำตาล น้ำมันถั่ว ฯลฯ เสบียงเหล่านี้ มีปริมาณที่คาดกันว่า จะเลี้ยงคนได้ 60-70 คน นอกนั้น มีประทัดเล็กใหญ่ ธูป ขนาดต่างๆอีกหลายห่อ มีชามข้าว แบบชามจีนหลายขนาด และตะเกียบไม่ไผ่อีกจำนวนมาก มีกระจก คันฉ่อง อีก 2 บาน แต่ละบาน จารึกอักษรจีนด้วย ที่พื้นกระจก ริมขอบด้านขวามือ
นายสงวนเอง ก็นึกได้ภายหลังเรื่องนี้ว่า นาย ยิ่น ฯ เป็นผู้รู้หนังสือจีนเพียงคนเดียว ในขณะนั้น ไม่ได้บอกว่า อักษรจีนที่เขียน บนกระจกนั้น แปลว่า อะไร และคนอื่นในเวลานั้นก็ลืม ไม่ได้ถาม โดยมัวแต่สนใจ และกังวลเรื่องอื่นๆ มากกว่า ไม่อย่างนั้นเรื่องอาจจะบานกลายเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้ เพราะกระจกแบบนั้นเคยเห็นมาบ้างในงาน สมรส ของชาวจีน แต่ขณะนั้นไม่ได้เฉลียวใจ ว่า จะเป็นกระจกแบบเดียวกัน


นอกเหนือไปจาก เสบียง เครื่องปรุง ที่กล่าวไปแล้ว ยังมีของใช้ธรรมดาๆ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งกลายกลายเป็นสิ่งหนึ่งในหลายสิ่ง หลายอย่าง ที่ชี้ชะตากรรมผู้ต้องหาเหล่านั้นในด้านร้าย ของสิ่งนั้นคือเก้าอี้หวาย ธรรมดาๆ ตัวหนึ่งนั่นเอง กลุ่มคน 20 คนที่รุมดูอยู่นั้น โจทก์ขานกันว่า ภรรยา นาย บุญรอด เดชะรัฐ เสมียนตรา อำเภอ อ้างว่าเป็นเก้าอี้ของเขาที่โจรจีนขโมยไปเมื่อวาน อันนี้เองเป็นข้อสนับสนุน ให้เชื่ออย่างปราศจากความสงสัย หรือเคลือบแคลงอะไรอีกว่า พวกนี้ คือ “โจรจีนแน่ๆ”
แต่ตามความเป็นจริง สงสัยเลอะเทอะกันไปเอง เพราะต่อ ภรรยา นาย บุญรอด มาดูเก้าอี้ แล้วบอกว่า “ไม่ไช่ “ กลับได้ความตามที่มีกัน ยืนยันว่าเป็นเก้าอี้ ของนาย “แต้ ฮุด ชาง” ให้พวกนี้เอาไปใช้ในงานสมรส “คำที่กล่าวว่างานสมรสนี้” ไม่ได้สะกิดใจให้นึกเฉลียวใจว่า เสบียงนี้ ว่าอาหารที่ยึดมานี้ เป็นเสบียงสำหรับงานสมรส ไม่ไช่นำไปให้โจรจีน ดังที่ตำรวจกล่าวหาแต่อย่างใดไม่ เรื่องของเรื่อง จึง เข้าทำนอง “ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” คือกว่าจะรู้แน่ว่าอะไรถูกอะไรผิด เรื่องมันก็เลยไปจนแก้ไขย้อนหลังมาไม่ได้
ด้วยค่ำสั่ง ของหลวง เจริญฯ หรือ คุณสิงห์โต ฯ คนใดคนหนึ่งสั่งให้ ให้ตำรวจต้อน คนกลุ่มนี้ ขึ้นไปบนสถานีตำรวจ ส่วนเสบียงอาหารเก็บไว้ที่บ้านหลวงเจริญ ฯ ตำรวจเริ่มตรวจร่างกายผู้ต้องหา ทั้ง 10 คน จากในกระเป๋าเสื้อ หนึ่งในนั้น ตำรวจพบซอง สี ชมพู หนึ่ง ซอง ปิดผนึก ไม่มีจ่าหน้าซองถึงใคร แต่เขียน ที่หน้าซองว่า “ ขอแสดงความยินดีที่พวกพี่น้องของเรา มีความสามัคคีพร้อม เพรียงกัน” และมีลายเซ็น หรือประทับตรา ว่า “ แต้ฮุจชาง “ (เป็นคนเดียวกับ นาย แต้ฟัดจาง หรือง เจียงฟัดจาง ) ข้อความทั้งหมดนี้ “นาย ยื่น ตันธนวัฒน์ “คนตีตราไม้ เป็นคนแปลให้ฟัง

โปรดติดตามอ่านต่อตอนที่ 14