รายงานพิเศษ ย้อนรอยเส้นทาง “ประวัติศาสตร์การเมือง” ชายแดนใต้

0
270

เมื่อ 88 ปีก่อน นับตั้งแต่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ปี 2475 แล้ว ปัญหาชายแดนภาคใต้และประเทศไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกมากมาย ช่วง สงครามโลก ครั้งที่ 1 และ 2 ตามมาด้วยสงครามเอเซียอาคเนย์ ปัญหาความยากจน ความรู้ ปัญหาการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม ฯลฯ

ชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่พิเศษเฉพาะที่แตกต่างจากภาคอื่นๆของไทย ซึ่งผลจากการเมืองการปกครองที่เปลี่ยนแปลงนั้นก่อเกิดปัญหาในพื้นที่ ขึ้นตามมานับแต่ต้นด้วยเช่นกัน ประชาชนต้องประสบปัญหาการปรับตัวกับสมัยรัฐสยามมาเป็นไทยสมัยใหม่ ความเป็นคนชาติพันธ์มลายู ความไม่เข้าใจกัน ปัญหาความแตกต่างด้านภาษาและชาติพันธ์ ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำกิน ศาสนา การจัดการด้านการศึกษา และการเข้าควบคุมพื้นที่ของฝ่ายทหาร รวมทั้งเกิดกลุ่มผู้ต่อสู้และต่อต้านรัฐ ในกลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่ม และปัญหาซับซ้อนด้านอื่นๆ
มีปัญหาความรุนแรงใหญ่ ทั้งเกิดจากการกระทำของรัฐ และของกลุ่มประชาชน เกิดการประท้วง และเหตุการณ์สำคัญๆ เป็นชนวนเหตุที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจขึ้นเป็นระยะ ๆ จนเหตุการณ์ไม่จบลงง่ายๆ

รัฐบาล ส่วนกลาง พยายามแก้ไขปัญหาหลายๆเรื่อง ในทุกๆด้าน การจะรวมความต่าง ให้ผสมกลมกลืนเข้ากันในเนื้อเดียวยังเป็นปัญหาหนัก ซึ่งผู้แทนของปวงชนมุสลิมที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทนในพื้นที่ยุคแรก ๆ เองก็ต้องประสบปัญหา ความขัดแย้งอยู่พื้นที่ไม่ได้ ต้องหลบหนีออกไปอาศัยในมาเลเซียจนจบชีวิต อยู่หลายท่าน เช่น(ตนกูยะลานาเซร์ )นายอดุลย์ ณ สายบุรี นายอามีน โต๊ะมีนา

ช่วงในสมัยยุคแรก เป็นการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของ ชนชั้นนำ ฝ่ายอำนาจเจ้าเมืองเก่าและกลุ่มผู้นำศาสนา กับอำนาจรัฐ
ต่อมาเป็นยุคการต่อสู้ที่นำโดยนักวิชาการ ศาสนา แพทย์ และนักธุรกิจ ผู้ทีมีอิทธิพล
ในช่วงแรกถึง 30กว่าปีนี้ ยังไม่มีผลลัพท์งานการเมืองที่เกิดการพัฒนาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงมากนักและยังไม่มีงบประมาณลงพื้นที่อย่างชัดเจนพอ และยังปรากฎว่า มี สส.ถูกฆาตกรรมเสียชีวิต ถึง 2 คน คนแรกคือ นายสมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ สส.นราธิวาส ถูกยิงเสียชีวิตในช่วงเย็นวันหนึ่งที่หน้าบ้านเพื่อนสนิทตระกูลดารามั่น คดีสิ้นสุดหาผู้กระทำผิดไม่ได้ คนที่ 2 นายกำธร ลาชโรจน์ สส.จังหวัดปัตตานี หายตัวไปถูกลวงไปฆาตกรรมใจกลางเมืองกทม. ระหว่างประชุมสภา ซึ่งตกเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

ด้วยการเมืองและการปกครองประชาธิปไตยของไทยไม่มีเสถียรภาพมากพอ ทั้งการพัฒนาการเมืองด้วยกันเอง สิ่งสำคัญคือเกิดการเปลี่ยนแปลง และปฎิวัติ อยู่บ่อยครั้ง สส.ช่วงชิงตำแหน่งทางการเมืองกันเอง และไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก จนไปถึงไม่มีการรองรับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ การยื่นข้อเสนอของผู้แทนในช่วงแรกเป็นการปรับนโยบายให้สอดรับกับความเป็น ประชากรมลายูมุสลิมในพื้นที่ ประชากรชาติพันธ์ส่วนใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งมีจำนวน 90 % แต่เป็นประชากรส่วนน้อยของประเทศ ถึงกับมี วลียอดฮิตว่า”คนมลายูเปรียยเสมือนเป็นประชาชนชั้นสอง” นโยบายผสมกลมกลืนความเป็นไทยของรัฐดูเหมือนจะเป็นปัญหากันตั้งแต่ต้น จนครั้งหนึ่ง เกิดเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ 45 วันในปัตตานี ปี 2518  นายกรัฐมนตรี คึกฤทธ์ ปราโมทย์ ยังกล่าวว่า ” เพราะเราใช้นโยบายผิด หลอกเขาตั้งแต่ต้นว่าเขาเป็นคนไทย”

และความไม่เข้าใจของรัฐยังเห็นได้จากกรณี ข้อเสนอ 7 ข้อ ของฮัจญีสุหลง โต๊ะมีนา และคณะฯ หลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทั้งๆที่ข้อเสนอนี้เป็นการให้การบ้านจากรัฐบาลชุดก่อน ว่าประชาชนต้องการอะไร แต่ภายหลังกลับถูกมองว่า เป็นกบฎ และต่อมาถูกกระทำให้หายสายสูญไปโดยเจ้าหน้าที่รัฐ


อีกหน้าหนึ่งคือนักสู้ผู้แทนประชาชนสายเลือดจีน การต่อสู้ของนายแพทย์เจริญ สืบแสง ในนามกบฎสันติภาพ ปี 2497 เป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ต้องบันทึกไว้(อ่านรายละเอียดต่อครั้งหน้า)
จนมาถึงในช่วง 30 ปีหลัง ในช่วงปี 2528 เกิดการรวมกลุ่มที่ สำคัญในนามสส.กลุ่มวาดะห์ โดยมีแกนนำสำคัญสมัยนั้น 3 ทหารเสือ แกนนำคุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
คือจังหวัดปัตตานีมีนายเด่น โต๊ะมีนา กับนายเสนีย์ มะดากะกุล จากนราธิวาส,และนายวันมูฮำหมัดนอร์ มะทา จากจังหวัดยะลา ยังได้รวบรวมสส.ทั้งหมด อีก 7 ท่านกลายเป็นทีมการเมืองที่มีศักยภาพ ในยุคของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ผลักดันพรบ.กฎหมายอิสลาม ออกมาเป็นที่ยอมรับ มากมาย เช่นเรื่องพรบ.ฮัจญ์แห่งประเทศไทย,พรบ.เครื่องแต่งกายฮิญาบ,พรบ.ควบคุมมัสยิด และการอนุญาติใส่ฮิญาบถ่ายบัตรประชาชน และอื่นๆ
การแก้ไขปัญหาจังหวัดขายแดนภาคใต้ เริ่มชัดเจนขึ้น เช่นมีความคิดเห็นและข้อเสนอที่สอดรับการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอ 8 ข้อ จากบันทึกความเห็นของ อาจารย์ เสนีย์ มะดากะกุล (ในบทความเรื่อง The Present Situation in southern Province,ตีพิมพ์ใน
Asian Review,jilid2N.1 1980 ) ปัญหาต่างๆข้างตันนั้นจะแก้ไขได้ ด้วยนโยบายการเมืองและการปกครองเท่านั้น โดยที่ทางการไทย และ
ประชาชนชาวมลายูมุสลิม ควรจะได้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน บนพื้นฐานของความเข้าใจ และไว้วางใจกัน โดยมีแนวทางโดยสรุป
1.จัดตั้งองค์กรระดับสูงที่อยู่ภายใต้ นายกรัฐมนตรีในชายแดนภาคใต้ที่สามารถ จะรับรองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว องค์กรนี้มีอำนาจสั่งการบังคับบัญชา
ทุกกระทรวงทบวง กรม สามารถออกระเบียบกฎหมายได้เพื่อสนอง
ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ (ปัจจุบันเป็น ศอ.บต.)
2 รัฐบาลส่วนกลางจะต้องเน้นส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นให้ข้าราชการ
อยู่ในแผน ที่ต้องมอบนโยบาย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง ดังนั้นข้าราชการในพื้นที่จะต้องสามารถแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งให้อำนาจ( ปัจจุบันคือ อบต. อบจ.)รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอด้วย และผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาที่มาจากคนในพื้นที่เพื่อพิจารณาในการออกระเบียบข้อบังคับหรือกฏหมาย
ในท้องที่ได้แต่ไม่ขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายแม่บทอื่น ๆ
3.ให้มีงบประมาณสนับสนุนแก่ผู้บริหารในระดับจังหวัด อำเภออย่างเพียงพอ
4.ทุกปัญหาที่มีการร้องเรียนกล่าวโทษ หรือฟ้องร้องควรจะได้มีการพิจารณาแก้ไขโดยรวดเร็วและยุติธรรม บรรดาข้าราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม รักความยุติธรรม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งให้มีองค์กรที่จะทำหน้าที่ส่งเสริม และพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
7.ทางรัฐบาลไทยจะต้องให้การดูแลรักษา และส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนในท้องถิ่นอย่างจริงจังและควรจะให้เคารพใน
อัตลักษณ์ชุมชนโดยไม่ควรจะนำวัฒนธรรมอื่นเข้ามาผสมด้วยการบีบบังคับ การสื่อสารด้วยวิทยุและโทรทัศน์ควรจะใช้ทั้งภาษาไทยและ
ภาษามลายู เพื่อสร้างความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงบทบาท และวิธีการทำงานของราชการ จัดตั้งองค์การทางวัฒนธรรมหรือสำนักงานกรรมการอิสลามในพื้นที่ เพื่อพัฒนาความรู้ทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมฯลฯ และเพื่อให้โลกมุสลิมมีทัศนคติที่ดีต่อรัฐบาลไทย คนในท้องถิ่นได้เห็นความจริงใจของรัฐบาล
8.ข้าราชการที่มีปัญหาควรจะได้แก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้เห็นความจริงใจของรัฐบาล

#สุกรี มะดากะกุล  บก.@ชายแดนใต้ เรียบเรียง เริ่องตีพิมพ์ใน วารสาร Life@ชายแดนใต้ ฉ.ปักษ์ธค.63 ภาพนายแพทย์เจริญ สืบแสง คุณNowwanij Siriphatiwi/ 

แสดงความคิดเห็น