“ทวีฯหลังสานต่อวันนอร์” เผยอุตสาหกรรมจะนะ แก้รัฐธรรมนูญ แก้การศึกษา

0
93

หลังจาก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (ท่านวันนอร์) หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ลาออก จาก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชาติ โดยให้เหตุผลว่าเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพซึ่งจะทำให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแทน เนื่องจากเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 ของพรรคประชาชาติ

จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะส่งผลให้ท่านให้เป็นแม่ทัพใหญ่ในเวทีสภาผู้แทนราษฎร
วันที่ 10 กันยายน 2563 ณ ห้องอาหารโรงแรมรีเจนท์ กทม.ผู้เขียนได้มีโอกาสสอบถามท่านสองประเด็นใหญ่(พบปะกับตัวแทนสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา) หนึ่ง ความท้าทายในสภากับการเมืองท้องถิ่น

ท่านทวีให้ทัศนะว่า “ไม่ใช่ง่ายจะสามารถทำได้อย่างท่าน อาจารย์ ไม่ได้เป็นแค่หัวหน้าพรรคหัวหน้าทีมพรรคประชาชาติในสภา ผมคิดว่าท่านเป็นครูผู้ให้กับ ส.ส.ที่เป็นฝ่ายค้านทุกท่าน สร้างมาตรฐานสูง  แต่ผมหวังว่าจะทำหน้าที่ที่รับผิดชอบทุกหน้าที่ทั้งส.ส. กรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด การที่ท่านอาจารย์วันนอร์ได้ลาออกจาก ส.ส. บอกตรงๆ ว่าผมไม่เคยพูดกับอาจารย์ในเรื่องนี้เลย ผมคิดว่าท่าน เท่าที่สัมผัสทั้งในสภาและนอกสภา เวลา ส.ส.มีปัญหาก็จะมาปรึกษาท่านอาจารย์ แม้แต่ส.ส.พรรครัฐบาลด้วย ส่วนใหญ่ก็จะให้ความเคารพและท่านเป็นตัวอย่างที่ดี ความเป็นจริงพรรคประชาชาติเราไม่ยึดติดที่ตัวบุคคล แต่พรรคเราโชคดี พระเจ้าประทานพร ที่ได้หลอมรวมผู้มีอุดมการณ์ และเราก็ต้องการจะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น ทำให้ประชาชนได้อยู่ดีกินดีมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรของพรรคประชาชาติ เราจะได้ร่วมมือกันทำงานทั้งในสภาและนอกสภา โดยพรรคประชาชาติจะเข้มแข็งขึ้น ตามเจตนารมณ์ที่จะสร้างพรรคตามอุดมการณ์ที่ได้ประกาศเอาไว้”
สำหรับเสียงเรียกร้องการแก้
รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านมองว่า “
รธน 2560 เป็นที่มาของการประท้วงนอกสภาตอนนี้ เพราะ มีความ “ไม่พอดี” และ “ไม่สมดุล” ทั้งในด้านโครงสร้างอำนาจ กลไก และมาตราการในการจัดสรรแบ่งปัน อำนาจ ผลประโยชน์ ทรัพยากร และความยุติธรรม หลายประการ ทั้งมีที่มาของ รธน. ที่เกิดจากผู้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร กระบวนการยกร่างจัดทำขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและถูกครอบงำ แม้จะอ้างว่ามีการลงประชามติรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่เป็นการประชามติที่ประชาชนไม่เห็นด้วยขาดเสรีภาพ เกิดความขัดแย้งและไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย”
สำหรับการเมืองท้องถิ่นท่านทวี กล่าวว่า
“ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เรามีองค์กรต่างๆ เยอะมาก แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ทำไมไม่ส่งให้ท้องถิ่นดูแล เช่น ในเรื่องการศึกษาพื้นฐาน เรื่องสาธารณสุข เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อันนี้คือตัวอย่าง”

ต้องยอมรับว่าท่านคืออดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ที่คนชายแดนภาคใต้ยอมรับมากที่สุด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ท่านมีวิสัยทัศน์มากๆ
โดยสะท้อนแนวคิดการเมืองท้องถิ่นสามารถแก้ปัญหาและตามที่คนพื้นที่ต้องการได้เพียงแต่อุดมการณ์และวิสัยทัศน์นี้จะไม่บรรลุผลหากคนของพรรคประชาชาติมิสามารถชนะการเมืองท้องถิ่นแบบเบ็ดเสร็จในจังหวัดชายแดนภาคใต้”แต่โจทย์ของท่านทวีจะนำพรรคประชาชาติชนะในสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นชายแดนใต้ครั้งหน้าให้ได้ก่อน  สอง ความขัดแย้งโครงการจะนะเมืองอุตสาหกรรม

สำหรับความขัดแย้งโครงการจะนะเมืองอุตสาหกรรมซึ่งผู้เขียนได้เรียนให้ท่านทราบว่า
“ในส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันสอนศาสนาอิสลามในอำเภอจะนะ ซึ่งมีผู้เรียนประมาณ 20,000 คน ผู้นำศาสนา ครูศาสนาและสามัญ ประมาณ 2,000 คน นอกจากความขัดแย้งของคนในพื้นที่แล้ว สมาคมโรงเรียนเอกชนในส่วนของอำเภอจะนะกำลังกังวลผลกระทบของสถานศึกษา บุคคากร และผู้เรียน วิถีวัฒนธรรมอิสลามอันดีงาม ซึ่งยังมิได้รับการประเมินรวมทั้งมิสามารถประเมินตีค่าเป็นตัวเลขได้ชัดเจน (intangible) อย่างรอบด้าน”

ในฐานะท่านเคยเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)และศอ.บต.เป็นจำเลยคนจะนะและสังคม ได้กรุณาให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า

“คนจะนะคือกุญแจการแก้ปัญหาและสามารถร่วมพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางนำ้ ปลายนำ้ ชื่อก็บอกแล้วว่า อุตสาหกรรม “กรรม”ตัวท้ายจะกลับไปสู่ประชาชนคนพื้นที่ท้ายสุด ดังนั้นท่านเห็นด้วยในทางการเมืองในการเปิดพื้นที่กลาง และใช้ช่องทางกฎหมาย และรัฐสภาหาทางออกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่านยินดีที่จะให้คนจะนะโดยเฉพาะสมาคม หรือเครือข่ายโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ปรึกษาหารือว่ามีช่องทางใดทางรัฐสภา ทางกรรมาธิการหาทางออกให้คนพื้นที่ได้ประโยชน์สูงสุด”

ท่านแนะนำว่า เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาสามารถยื่นเรื่องให้ประธานคณะ กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครอง
ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีนายซูกาโน มะทา จากพรรคประชาชาติเรียกศอ.บต.มาตอบข้อสักถาม
เรื่อง ตรวจสอบการทำผิดกฎหมายของศอ.บต.ซึ่งเครือข่ายได้ไปดูการทำงานของศอ.บต.ต่อเรื่องนี้พบหลายประเด็นในการยื่นหนังสือประกอบกล่าวคือ “การที่ศอ.บต. อ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะมาตรา 10 เพื่อใช้ดำเนินการในโครงการ จะนะเมืองอุตสาหกรรมทั้งที่กระบวนการและขั้นตอนตามระบบกฏหมายที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 16,700 ไร่ ยังมีระเบียบกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องและจะต้องดำเนินการ แต่ ศอ.บต. มีเจตนาจะรวบรัดขั้นตอน โดยเฉพาะการแก้ไขผังเมืองรวมสงขลา
ในขณะที่ศอ.บต. ได้อ้างมติคณะรัฐมนตรีทั้ง 3 ครั้ง เพื่อการดำเนินงานต่างๆในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 3 ตำบล จำนวน 35 เวที ที่บอกว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการนี้ทั้งหมดหลังการสรุปผลการจัดเวทีทั้งหมด ซึ่งในข้อเท็จจริงพบว่า
• ศอ.บต. ไม่เข้าใจกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ด้วยเพราะ มีการปิดกั้นประชาชนที่เห็นต่าง ไม่มีการประกาศการจัดเวทีแต่ละครั้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด และไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์การจัดเวทีที่ชัดเจน
• แต่ละเวทีมีข้อครหาว่า มีการจูงใจผู้เข้าร่วมด้วยอามิสสินจ้าง ทั้งจ่ายเงิน แจกน้ำมัน น้ำตาลทราย และเมื่อมีผู้เข้าร่วมเวทีน้อย ก็จะไปแจกของกันถึงบ้าน เพียงต้องการลายมือชาวบ้านเท่านั้น
• แต่ละเวทีไม่มีวิทยากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถอธิบายความสงสัยของชาวบ้านได้อย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา เพียงแต่ตั้งคำถามว่า “ชาวบ้านต้องการอะไรบ้างจากนิคมอุตสาหกรรม ? “
• มีการอ้างในเวทีว่า “ โครงการนี้เป็นนโยบายรัฐบาล ผ่านมติ ครม.แล้ว ไม่สามารถคัดค้านได้
ศอ.บต. อ้างว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2563 มีประชาชนเกือบ 1 หมื่นคนลงชื่อร่วมเวที ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า
• เดิม ศอ.บต. ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจัดเวทีนี้ในวันเวลาดังกล่าว ที่โรงเรียนจะนะวิทยา แต่ก่อนถึงวันที่ 11 ก.ค. 63 เพียง 3 -4 วัน ศอ.บต. แจ้งว่ามีเวทีขยายอีก 1 เวที ที่ อบต.ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นเวทีของกลุ่มสหกรณ์ฯ ที่ออกมาต่อรองผลประโยชน์กับ ศอ.บต. ว่า หากไม่รับรองและสนับสนุนเวทีของพวกตน ก็จะไปคัดค้านเวทีที่โรงเรียนจะนะวิทยา ทำให้ ศอ.บต.ต้องรับรอง และจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้กับกลุ่มสหกรณ์ฯ
• ศอ.บต. ได้นำรายชื่อผู้เข้าร่วมของทั้ง 2 เวทีนั้น พร้อมแนบรายงานสรุปการจัดเวทีเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 63 อ้างต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 63 จนเป็นที่มาของ มติ ครม. สั่งการให้กรมโยธาธิการแก้ไขผังเมืองรวมสงขลาจากสีเขียวเป็นสีม่วงในพื้นที่นิคมฯจะนะ
• มีข้อสังเกตว่า การจัดเวทีวันที่ 11 ก.ค. 63 ทั้ง 2 เวทีนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร เพื่อใคร และมีการใช้จ่ายงบประมาณไปเท่าไหร่ และมีความถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และการที่ ครม.มีมติบนความไม่ถูกต้องนั้นแล้ว ถือว่ามติเหล่านั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

รวมทั้งศอ.บต. กำลังทำผิดซ้ำซาก กับนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งแนวคิดการแก้ไขความขัดแย้งที่กำลังเอากลไกนี้เข้าไปสร้างความขัดแย้งใหม่ และการใช้แนวทางด้านเศรษฐกิจต่างๆลงสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในหลายโครงการมีความล้มเหลว ทั้งนิคมฮาลาลปัตตานี การลอยแพนักธุรกิจจีนตั้งโรงงาน และกำลังจะมีการตั้งเขตพัฒนาพิเศษเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งแท้จริงแล้วบุคลากรของ ศอ.บต. ไม่ได้มีความถนัดในเรื่องนี้”

อนึ่งสำหรับเรื่องจะนะเมืองอุตสาหกรรมนั้นก่อนหน้านี้

คณะทำงานพรรคอนาคตใหม่(เดิม)จังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็น เรื่องแนวทางการลงพื้นที่หาข้อมูลกับประชาชน กรณี โครงการ จะนะเมืองอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี2562 จนถึงปัจจุบัน กล่าวคือหลังจากคุณพิธา​ ลิ้มเจริญรัตน์​ มอบหมายให้ทีมอนาคตใหม่สงขลา​(เดิม)ลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงของชาวบ้านหลังจาก รับเรื่องร้องเรียนของชาวจะนะ จังหวัดสงขลา(กลุ่มหนึ่ง)ต่อเรื่องนี้

ซึ่งกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคก้าวไกลเป็นประธานกมธ.ชี้ชัด ว่า “ศอ.บต.” นำงบประมาณประจำไปจัดเวที 11 ก.ค.2563 ดันโครงการนี้ เพื่อต้องการเปลี่ยนสีผังเมืองแบบคลุมเครือ ทำผิดทั้งรัฐธรรมนูญปี’60 และขัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ยันประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ส่อเอื้อแต่ “ทีพีไอ” ยักษ์ใหญ่พลังงานและปิโตรเคมี

โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)  Shukur2003@yahoo.co.uk

แสดงความคิดเห็น