ปัตตานี – พล.อ.วัลลภ​ฯ​ หัวหน้าคณะพูดคุย​ เยือนใต้​เดินสายพบปะพูดคุยเพื่อสันติสุข 7 กลุ่ม ยืนยันการพูดคุยไม่หยุดชะงัก​ จัดโต๊ะพบกลุ่ม BRN อีกครั้ง หลังโควิดจบ

0
180

ผู้สื่อข่าวได้เกาะติดตามรายงานการเดินทางของคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 23 -25 กค.63 เมื่อวานนี้ ที่รร.ซีเอส​ จ.ปัตตานี​ พล.อ.วัลลภ​ รักเสนาะ​ ​หัวหน้าคณะพูดคุย​สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้และคณะทำงาน เดินสายลงพื้นที่​ชายแดนภาคใต้​เป็นครั้งที่​ 2 เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเเดินทางรับฟังแลกเปลี่ยนกับกลุ่มต่างๆ​ หลังจากหยุดชะงักจากสถานการ​ณ​์​โควิด​19​ ก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดที่ได้จากทุกกลุ่ม​ มาประเมิน​และนำไปสู่การดำเนินการพูดคุยครั้งต่อไป​ ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้พบกับ 7 กลุ่มสำคัญประกอบด้วย​ กลุ่ม​ผู้นำศาสนาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส​ กลุ่มผู้แทนสภาเครือข่ายปัญญาชน จชต.
(กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยรามคำแหง-PNYS.)
กับ กลุ่มสมาคมนักศึกษามุสลิมในต่างประเทศ กลุ่มผู้แทนเครือข่ายชาวพุทธ จชต. กลุ่มนักธุรกิจ และผู้แทนหอการค้าจังหวัดชายแดนภาคใต้​และประชุมร่วมกับผู้แทนคณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) พร้อมทั้งรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของ สล.3​ รับข้อเสนอต่อกระบวนการพูดคุยฯอีกด้วย   จากนั้นคณะได้ เยือนพิพิธภัณฑ์ ฮัจยีสุหลง (มูลนิธิอาจารย์ฮัจยีสุหลง อับดุลกอร์เดร์ โต๊ะมีนา) และเยี่ยมคารวะแลกเปลี่ยนความเห็นกับ นายเด่น โต๊ะมีนา อดีต รมช.มท.​ ซึ่งสถานการณ์​ที่ผ่านมา​ มีความต่อเนื่อง​ และคืบหน้าอยู่พอสมควร


พล.อ.วัลลภ​ รักเสนาะ​​ ​หัวหน้าคณะพูดคุย​สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ​เปิดเผยว่า​ สำหรับการลงมาในครั้งนีที่ได้มาพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่หลายๆกลุ่ม​ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์​และหลากหลาย​เป็นอย่างมาก​ จะได้นำไปวิเคราะห์​ นำไปกลั่นกรองให้ตกผลึก​ ประมวลให้เป็นเสียงของภาคประชาสังคมในพื้นที่ทั้งหมด​ ว่ามีความต้องการอย่างไร

​ ในช่วงสถานการณ์​โควิดที่ผ่านมา​ แม้มีปัญหาในเรื่องการเดินทาง​ แต่เรายังมีการต่อสายถึงการพูดคุยกันอยู่ตลอด​ กับทาง​ผู้อำนวยความสะดวก​มาเลเซีย​ เพื่อไม่ให้มีการหยุดชะงักแต่อย่างใด​  โดยในช่วงต้นนี้เรายังคงขอคุยกับกลุ่ม BRN แต่กลุ่ม​MaRa pattani​ หรือกลุ่มอื่นๆก็เปิดโอกาสด้วย​ และ​ในอนาคตเราตั้งใจพูดคุยให้ครบกับทุกๆกลุ่ม​เพราะถ้าหากว่าเราสามารถพูดคุยกับทุกๆกลุ่มได้แล้ว จะสามารถรับฟังแก้ไขปัญหาต่างๆได้รอบด้านมากขึ้น​
ซึ่งในที่ผ่านมาช่วง​สถานการณ์​โควิด​ 19​ ถือว่าเป็นสัญญาณ​เชิงบวกและสถานการณ์​การประกาศหยุดยิงนั้น​ เราเห็นด้วย​กับการหยุดสถานการณ์​ความรุนแรงนี้​ ซึ่งเราได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้​แล้ว​ ตรงกับความต้องการของเลขาธิการ​สหประชาชาติ​ เพราะหลายประเทศที่มีปัญหาความรุนแรงต่างก็หันหน้ามาแก้ไขปัญหาโควิด​ก่อน​ ทางรัฐบาลไทยเองก็เช่นกัน

พล.อ.วัลลภฯกล่าวต่ออีกว่า  ในระดับพื้นที่เอง​ทุกภาคส่วนทุกองค์กรก็พยายามแก้ไขปัญหาเองอย่างเต็มที่​และได้รับความชื่นชมจากนานาชาติด้วย​ กระทรวงต่างประเทศเองเห็นชอบ​ในหลักการและร่วมแก้ปัญหาด้วย​
สำหรับสถานการณ์​ปัจจุบัน​ในพื้นที่ขณะนี้ลดลงมาก​ เราก็ประเมินอยู่ว่าที่ลดลงเพราะว่าสถานการณ์​โควิด​หรือการแถลงการหยุดยิงขณะนี้ยังประเมินกันอยู๋่​ และแม้สถานการณ์​โควิดจะยังคงยาวไปถึงต้นปีหน้า​ แต่การพูดคุย​สันติสุข​ยังคงต้องดำเนินต่อไป​ ไม่มีการหยุดชะงัก​แน่นอน เราจะหาวิธี​ใหม่ๆต่อการพูดคุยครั้งต่อไป​ เพราะเป็นแผนระดับนโยบายยุทธศาสตร์​ระดับชาติ​ ก็ต้องดำเนินการต่อไป​ ส่วนการพูดคุยครั้งต่อไปจะมีความชัดเจนเมื่อไหร่​ต้องรอดูสถานการณ์​โควิด​ในประเทศเพื่อนบ้านก่อนว่าจะจบลงเมื่อใด​

ด้านนาย มูฮำหมัด​อายุบ​ ปาทาน​ ผช.เลขานุการคณะประสานงานสันติสุขระดับพื้นที่ กล่าวว่า​ ผมมองว่าสถานการณ์โดยรวมมีทิศทางที่ดียิ่งขึ้น ประเด็นของการเสนอความคิดเห็นนี้ ยิ่งมีความถี่มากเท่าไหร่​ การแสดงออกก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น​ ที่ผ่านมาเราเห็นว่าชาวบ้านที่เมื่อก่อนนี้ไม่รับฟังต่อประเด็นการพูดคุย​ แต่เมื่อเราจัดเวทีรายงานให้เห็นเรื่องการพูดคุยแล้ว มีสไลด์ มีสถิติต่างๆ ทำให้ประชาชนกลับมาสนใจ เห็นความสำคัญมากขึ้น​ หลังจากที่พวกเรานำผลการดำเนินการพูดคุยไปให้ชาวบ้านได้รับรู้​มากขึ้น​  ทั้งนี้ในกลุ่ม​ของทางคณะ​ สล.2​และ​สล.3​เองต้องมีการรวมกันเพื่อ​ระดมหาทางออกร่วมกันได้​ให้มีการนำข้อเสนอออกมาได้​มากที่สุด เพราะยังมีข้อเสนออีกหลายชั้น​ มารวบรวมข้อเสนอนั้นมา จะได้มีความต่อเนื่อง​ไม่ให้มีช่องว่าง​เกิดขึ้น​ การทำให้ไม่มีช่องว่างจะทำให้เกิดความชอบธรรมต่อกระบวนการพูดคุย​ และต่อไปเห็นว่าสมควรให้ความรู้​กับประชาชนต่อการพูดคุยสันติสุข​ให้ถึงระดับชาวบ้าน​ ประชาชนไปจนถึงผู้นำหมู่บ้าน​ กำนัน​ผู้ใหญ่บ้านและผู้ที่เป็น​actor.ทั้งหมด​ ให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมได้ ทั้งหมดที่มีอยู่ในนี้อาจมีการต่อสายตรง​ช่องทางพิเศษ​กับกลุ่มเห็นต่างที่อยู่ในพื้นที่เอามาคุยได้(ทางลับ)​ เพื่อเอาเสียงที่ได้มานำเสนอในที่นี้​ด้วย  ในอนาคตอาจเป็นไปได้ถ้าเราเปฺิดพื้นที่มากขึ้น​ และในคณะสล.2 และ สล.3​ ต้องเร่งทำงานเพื่อนำเสียงอื่นๆ​ ตัว actor.ใหม่ๆ​ ทั้งหมด​ มานำเสนออีก​ ทุกคนต้องมีบทบาท​ในการนำ​ไปสู่กระบวนการพูดคุยสันติสุข​ต่อไปด้วย

ในที่ประชุมวันนี้ยังเสนอประเด็นสำคัญๆอีกเช่นเรื่องวาระผู้หญิง ขอพื้นที่ปลอดภัย,การแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากร การให้ความสำคัญกลุ่มชาวไทยพุทธ ปัญหาเด็กและเยาวชน บทบาทคณะประสานงานระดับพื้นที่ ด้านการศึกษา อื่นๆ เรื่องโครงการอุตสาหกรรมจะนะ ที่เป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

นางสาวลม้าย​ มานะการ​, คณะประสานงานพูดคุยสันติสุขด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ยกประเด็นของโครงการอุตสาหกรรม​จะนะ​ ว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่​ โครงการครั้งนี้ควรจัดทำให้มีความเหมาะสม​ สำหรับชาวจะนะ​ ควรออกแบบให้มีความเหมาะสมกับทุกๆกลุ่ม​ การสร้างการพัฒนา​ ที่ผ่านมาคนจะนะเอง​มีส่วนในการออกแบบเมือง​ มาตั้งแต่แรก​ตั้งแต่ก่อนปี​2540​ แต่ครม.กลับมีมติเร่งด่วน​ ให้มีการจัดทำเปลีายนผังเมืองจากผัเมืองสีเขียวกลายเป็นสีม่วงนี้​ ไม่มีการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เลย​ และการจัดเวทีของทางศอ.บต.ที่ผ่านมานี้​ให้กับกลุ่มที่เห็รด้วยเท่านั้น​ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น​เลย​ อาจเป็นเวทีที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง​จากสีเขียวเป็นสีม่วงเลย​ โดยถามทุกคนไหม​ว่าเห็นด้วยมากแค่ไหน​ ในทางเวที​สล.3​ เองก็ต้องการพูดคุนกับกลุ่มทีมที่เห็นคัดค้่นด้วย​ แต่ยังไม่สำเร็จเพราะมีเงื่อนไขบางประการ จริงๆแล้ว​ส่วนใหญ่คนจะรู้และมองเห็นกลุ่มอยู่เพียงแค่​ 2​ กลุ่มเท่านั้น​ แต่ในความเป็นจริงยังมีกลุ่มอีกหลายๆกลุ่ม​ และในนี้ยังมีกระบวนการต่อรอง​ ที่ไปไกลมากด้วย​ อันนี้ก็เพราะว่า การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมยังไม่ดำเนินการตั้งแต่ต้น​จึงขอฝากกลุ่มที่เกี่ยวข้องและ​ทางคณะได้พิจารณา​กรณีนี้ด้วย

ทีมข่าว@ชายแดนใต้

แสดงความคิดเห็น