ทวีฯ แจง “เด็กเส้น เด็กนาย บัญชีผี” ส.ต.ท.หญิงกอ.รมน.ควรทบทวนบทบาท

0
708
กรณี “ส.ต.ท.หญิง” มีชื่อไปช่วยราชการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่จริง กลับไปเป็นผู้ช่วยประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ทำให้มีการวิจารณ์ถึงความเหลื่อมล้ำระหว่าง “เด็กเส้น-เด็กนาย” ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการมีชื่อไปปฏิบัติราชการสนามที่ชายแดนใต้ แต่ไม่ได้ทำงานจริง กับข้าราชการจริงๆ แทบทุกหน่วย ที่เสี่ยงตาย แต่กลับได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ครบถ้วน หลายคนไม่มีแม้อัตราใน กอ.รมน. จนมีการกล่าวหาเรื่อง “บัญชีผี” นั้น 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า กอ.รมน.เป็นหน่วยงานประสานงาน ทำหน้าที่บูรณาการ มีข้าราชการในสังกัดจริงๆ 100 กว่าคนเท่านั้น แต่ กอ.รมน.ได้รับงบประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาท ก็จะใช้งบจำนวนกว่าครึ่งในเรื่องกำลังพลของ กอ.รมน.ที่ดึงมาจากหน่วยงานอื่น หรือหน่วยงานอื่นส่งมา คนเหล่านี้ก็จะได้รับเงินเพิ่มพิเศษเดือนละ 6,000-7,000 บาท เป็นเบี้ยเลี้ยง และเบี้ยเสี่ยงภัยอีก 2,500 บาท รวมทั้งวันทวีคูณ และเงินเพิ่มสู้รบ หรือ พสร.

กำลังพลที่มาช่วยงาน กอ.รมน. ความจริงมีงานประจำต้องทำอยู่แล้ว จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้าราชการไม่ควรรับเงินจากหลายแหล่ง ทำงานที่ไหนก็ควรจะรับเงินแหล่งนั้น เพราะว่าปัจจุบันเรามีภาระเรื่องงบประมาณ รายได้จากการเก็บภาษีอากรไม่เพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราประสบภัยจากการบริหาร ประสบภัยจากเรื่องกฎหมายกดทับอยู่แล้ว และประชาชนมีความยากจน มีความลำบากอยู่แล้ว พอเห็นว่าในพื้นที่ประชาชนลำบาก มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ก็เป็นช่องทางให้ข้าราชการบางคนมารับเงินเดือนเพิ่มจากที่มีเงินเดือนอยู่แล้ว อย่างกรณี “ส.ต.ท.หญิง” เท่าที่ทราบมีเงินเดือนทาง ส.ว.อีก ถือว่าหลายทางเกินไป

“ผมคิดว่าเรื่องนี้มันน่าจะถึงเวลาที่กระทรวงการคลัง หรือสำนักงบประมาณจะต้องมาดูว่าทุกคนน่าจะรับเงินเดือนที่เดียว หรืออย่างมากที่สุดไม่เกิน 2 ที่ ตามสิทธิ์ที่ควรได้ แต่ไม่ควรมากำหนดเกณฑ์ใหม่ๆ ให้มารับ โดยเฉพาะมารับเงินจากในพื้นที่ที่มีปัญหา ประชาชนเดือดร้อน เพราะมันจะสร้างความไม่เป็นธรรมยิ่งขึ้น”

ส่วนเรื่อง “บัญชีผี” นั้น พ.ต.อ.ทวี ยอมรับว่า ยากต่อการตรวจสอบ แต่จะมีคำร่ำลือว่าเวลาข้าราชการมาบรรจุเป็นกำลังพลที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากจะได้ค่าเสี่ยงภัย 2,500 บาทต่อเดือนแล้ว ยังบรรจุเป็นกำลังพลของ กอ.รมน. เนื่องจากมีบรรจุกันเยอะ ก็มีการให้หน่วยต้นสังกัดคัดมาว่าจะให้ใครเข้ามาเป็นกำลังพลของ กอ.รมน ทำให้ถูกมองว่าไม่ยุติธรรม เพราะ คนทำงานอยู่ในสนาม อยู่ในป่า อยู่ในชุมชนตลอดเวลา ไม่ได้บรรจุเป็นกำลังพล กอ.รมน. แต่คนที่นั่งในห้องแอร์ หรือไม่ได้ลงมาทำงานจริง กลับได้รับการบรรจุ

ฉะนั้น กอ.รมน.ควรจะทบทวนบทบาท จริงๆ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นตามกฎหมายที่ออกมาในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2549 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคนั้น (พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551) และมีเสียงวิจารณ์ว่าองค์ประชุมไม่ครบ แต่เนื่องจากมีการโปรดเกล้าฯ เป็นกฎหมายแล้ว ก็ถือว่าเลยตามเลย เป็นการติดกระดุมเม็ดแรกผิดของ กอ.รมน.

“บทบาทของ กอ.รมน.ทุกวันนี้ คือเหมือนงานคนอื่นเขาทำดีอยู่แล้ว แต่ กอ.รมน.ก็ไปเอี่ยวด้วย เพราะงานทุกงานมีหน่วยงานประจำรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ กอ.รมน.ไปเอี่ยว แล้วไปเคลมเป็นผลงานตัวเองก็เยอะ จริงๆ น่าจะส่งไปให้พื้นที่ ถ้าเรื่องการพัฒนาก็ให้ ศอ.บต.ไป ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงก็ให้กองทัพดูแลไป อย่างนี้จะเหมาะสมกว่า”

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า งบบุคลากรทั้งประเทศเหมือนเป็นกับดักทางการคลัง วันนี้ประชาชนเสียภาษีไป เงินภาษีก็กลายไปเป็นงบบุคลากรกับรายจ่ายประจำ มันเกือบจะเท่ากันแล้ว เหมือนเอาเงินประชาชนมาเป็นรายจ่ายประจำ ไม่เกิดการพัฒนา สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือทำอย่างไรจะหลุดจากวงจรนี้ ก็จะต้องไปตรวจสอบก่อนว่ามีใครได้รับเงินเดือนจากหลายแหล่งบ้าง ก็ควรจะให้รับแหล่งเดียวหรือ 2 แหล่ง ก็จะประหยัุดงบประมาณได้มาก

“อย่างโครงสร้าง กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่เกิดมาเพื่อประสานงาน แต่กลับไปทำงานของคนอื่นทุกงาน และตัวเองมีคนแค่ร้อยกว่าคน เมื่อไปรับผิดชอบงานอื่น ซึ่งมีหน่วยงานประจำทำอยู่แล้ว ก็ไปโอนคนมาบรรจุเป็นกำลังพล กอ.รมน. แต่ละปีมีอัตราประมาณ 50,000 คน ในจำนวน 50,000 คน หลายคนก็ทำงานในกรุงเทพฯ แต่มาบรรจุในกอ.รมน.ภาคใต้ คือถ้าเป็นรัฐบาลทุกรัฐบาลในอนาคตจะต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้งบประมาณเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว