บทความพิเศษ : ความรู้​ สุดประทับใจ​ เดินทางสำรวจลวดลายลังกาสุกะความสัมพันธ์มลายูปาตานี​กลันตัน​ และตือรังฆานู

0
213

จากการบันทึก  ทริปเดินทางสำรวจลวดลายลังกาสุกะและมลายูปาตานี ณ มัสยิด สุสาน บ้านโบราณและโรงงานแกะสลัก ที่กลันตันและตือรังฆานู ระหว่าง 9-13/2/20​ เป็นทริปสุดประทับใจและได้ความรู้​อย่างมาก

ในฐานะผู้ติตตามข้าพเจ้าได้เห็นและเรียนรู้ว่า…. กลันตัน/ตือรังฆานู กับปาตานี (จังหวัดชายแดนภาคใต้) เป็นเหมือนพี่น้องและคู่แฝดทั้งทางประวัติศาสตร์ ราชวงศ์ ศิลปะ สกุลช่าง ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดมีมาก่อนรัฐชาติและเส้นเขตแบ่งพรมแดน ดังนั้นการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบเมื่อเจาะลึกลงแล้ว​ ย่อม​เจอความสัมพันธ์ในความเป็นรากเดียวกัน

มัสยิดเก่าแก่หลายแห่งที่ไปเยือนมีลวดลายตกแต่ง โครงสร้างและรูปทรงแบบมลายูปาตานีเป็นที่ยอมรับและแพร่หลายในสองรัฐนี้ โดยเฉพาะมัสยิดตะโละมาเนาะ​ หรือมัสยิดโบราณ​300​ ปี​ (ซึ่งกำลังมีการสร้างมัสยิดหลังใหม่ในแบบที่คล้ายกันที่ตือรังฆานู)และมัสยิดอาโฮร์ ซึ่งมีอิทธิพลทั้งในด้านรูปแบบ โครงสร้างและลวดลายที่ได้รับการยอมรับถึงความเก่าแก่และความสวยงามในแบบศิลปะมลายูในยุคต้นๆ

การได้ไปสำรวจทั้ง​ ซุ้มประตู(ปินตูกรือบัง)​ อาคาร, โครงสร้าง และรูปแบบ ทั้งในส่วนของมัสยิด มิมบัร วัง กุโบร์(สุสาน) เรือนรับรองรายา​ สถานที่วากัฟทำเป็นมัสยิด มิมบัร (แท่นธรรมมาศน์) บ้านโบราณของคนมีฐานะ​ และเรือนเศรษฐี/คหบดี​  เรือนรายามลายูสมัยอดีต​ ทั้งในกลันตันและตือรังฆานู เมื่อสำรวจแล้วพบว่า เกือบทุกแห่งยังคงรักษาความเก่าแก่ ร่ำรวยด้วยลวดลายมลายูฝั่งตะวันออก (ด้านทะเลจีนใต้ ที่นี่ไม่เรียกอ่าวหรือทะเลมลายู) ที่มีต้นทางและอิทธิพลลวดลาย (ลังกาสุกะ) จากปาตานี​

กลันตัน คือ แหล่งจัดเก็บหลักฐานของเก่าแก่หลายสิ่งนัก นับตั้งแต่กริช มิมบัร ประตูเรือน จนกระ่ทั่งเตียงนอนของรายาจากปาตานี และโบราณวัตถุอื่นๆเป็นจำนวนมาก  ส่วนตือรังฆานู คือ แหล่งสืบทอด ต่อยอดและยังคงรักษาเอกลักษณ์ลวดลายและรูปทรงบ้านเรือนในแบบตนเอง สืบสานงานเชิงช่าง​ชั้นดีที่มีมาแต่อดีต​  มีหลังหนึ่งที่กำปงปัง กรือซะ เป็นเรือนในรูปแบบและใช้ไม้จากตือรังฆานู.รัฐนี้มีประวัติศาสตร์ค้าเกลือ ปลาเค็มและสินค้าอื่นๆที่เชื่อมโยงทั้งปาตานีและเพรชบุรีแห่งสยามประเทศ

การเยือนกลันตันและตือรังฆานู ได้เห็นอนาคตของงานศิลปะในมือของคนรุ่นใหม่ (40 ต้นๆ) ผู้รักษา สืบทอด วาดบันทึก ศึกษา รับซ่อมวัง สร้างมัสยิด มีสตูดิโอ มีงานทั้งชิ้นเล็กๆและงานชิ้นใหญ่ให้สร้างสรรค์ในระยะยาว (แถมวัตถุดิบอย่างไม้ “จืองา” ไม้ตะเคียนที่มีอีกมากทั้งขนาดเล็กและขนาดหลายคนโอบ)  งานแกะสลักมีทั้งงานที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ย้อนยุค แบบปรับเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้​ และใช้วิธีการทางการตลาดเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม งานส่วนใหญ่ใช้ไม้ตะเคียนที่ยังมีอยู่มากในป่าตือรังฆานูและรัฐอื่นๆ(มาเลเซียมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ทดแทน)​

ปาตานี (จังหวัดชายแดนภาคใต้ ) เป็นต้นทางหรืออู่อารยธรรมทางศิลปะและลวดลายแกะสลัก นักวิชาการและช่างไม้สายอนุรักษ์และแกะสลักชี้ตรงกันว่า ลวดลายลังกาสุกะเป็นลวดลายที่เก่าแก่ที่สุด​ และถูกแพร่ออกจากปาตานีสู่กลันตัน,ตือรังฆานู  ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้มิได้ถูกใช้เพียงในรัฐต่างๆในแหลมมลายูเท่านั้น​  แต่ถูกส่งออกและไปยังประเทศตะวันตกอีกด้วย

ลวดลายลังกาสุกะ(Langkasuka คริสตวรรษที่ 2-14 ) ในยุคแรกมีอิทธิผลจากธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ (อีกทัศนะระบุว่า เหมือน ปลายกระกดและม้วนงอ ที่มาจากปลายจีบนิ้ว​ ในการร่ายรำของชวา) เดิมเคยมีลวดลายจากสัตว์บ้าง แต่เมื่อยุคสมัยอิสลามเข้ามา​  จึงเน้นที่ลวดลายนจากดอกไม้และผลไม้พืชพันธุ์แทน​  เพราะมีข้อห้ามทางศาสนา​  ศิลปะงานไม้แกะสลัก ในมุมมองของผู้ผลิตงาน หมายถึง ภาษา ความคิด งานการอาชีพ ลายเซ็นต์​ หรือการตีตรา(ของผู้แกะ) และเป็นจดหมายเหตุในทางวิชาการอีกด้วย(ที่คนรุ่นต่อไปยังคงศึกษาถึงลวดลาย​ รูปแบบและที่มา)

งานไม้แกะสลัก(เช่น หัวกริซ,ฆูนูงงัน,ประตูวัง,มิมบัรและอื่นๆ) จะเน้นการแกะสลักส่วนบนที่เป็นหัว ส่วนประกอบลำตัวและส่วนล่างจะไม่เน้นมากนัก เปรียบดังคนสำคัญที่ “หัว” มีกระดูกสันหลังเป็นแกนกลาง (อัลลอฮจัดวางผัสสะสำคัญๆไว้ที่หัว)

งานไม้แกะสลักมลายู จะเน้นการแกะโดยไม่พยายามให้เหมือนจริงโดยสมบูรณ์ (ซึ่งแสดงถึงความยำเกรงเคารพต่อความเป็นผู้สร้างของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสร้างอย่างงดงามและสมบูรณ์แบบ)

การเลือกอายะฮอัลกุรอ่าน(คำสอนคัมภีรกุรอ่าน)​ นำมาแกะสลักและจัดวางมีหลักในการใช้ประโยคและความหมายที่สัมพันธ์ต่อการใช้งาน เช่น หน้าประตูบ้าน ในมัสยิด ประตูวัง หรือหลังบัลลังค์ของซุลต่าน​หรือรายา​ ล้วนแล้วต้องคัดสรร อายะฮจากอัลกุรอ่านที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย​ ที่ให้วิทยปัญญา สื่อถึงข้อความแห่งสันติและเน้นถึงความยำเกรง

ช่างใหญ่จากตือรังฆานู ระบุว่า ลวดลายการแกะสลักแบบมลายูปาตานีมีความต่างจากถิ่นอื่นทางตอนล่าง (จากบือซุฮตือรังฆานูลงไปถึงชวา) ตอนบนจากปาตานี ถึงบือซุฮตอนเหนือจะเน้นความสมดุลในงานแกะสลัก ดอกน้อย ไม่ดูรกตา จึงมีที่มาว่า คนปาตานีพอใจกับ “การมีน้อยแล้วงาม มากกว่ามีดอกมาก ของมากแล้ว “ซีโบะฮ” วุ่นวายรำคาญ คนปาตานีมักชอบอย่างแรก

สิ่งสำคัญสุดในทริปนี้ คือ ข้าพเจ้าเห็นความยิ่งใหญ่ในความถ่อมตนของผู้คนในแวดวงวิชาการ ศิลปิน พ่อค้าในงานศิลปะและงานแกะสลักของถิ่นนี้ที่ว่า เมื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ขอสัมภาษณ์เสร็จ เมื่อจะจากลากัน​แล้ว​ ก็มักจะจบท้ายว่า “ถ้าความรู้ที่ให้และถ่ายทอดไป ถ้าผิดพลาดก็มาจากเขา/เธอ และถ้าในส่วนดีงามมีคุณค่าเป็นประโยชน์ก็มาจากพระเจ้า” อันนี้นับว่าที่สุดในเรื่อง​ อาดับ​ ของผู้รู้ในอิสลาม แต่ก็เจอเหมือกันที่ผู้รู้ศิลปิน/ช่างที่ออกอาการแบบดุกัน ว่ากันต่อหน้าแบบไม่เกรงใจ​ หรือนี่อาจเป็นวิถีของศิลปินในปริมณฑลกลันตัน,ตือรังฆานู ที่มีรากจากปาตานี คนถิ่นนี้ถ้าดีแล้วก็ดีสุด แต่ถ้าดุก็ไม่เบาเหมือนกัน

สุดท้ายได้ข้อสังเกตุว่า “ทะเล” จากนครศรีฯ สงขลา ปาตานีจรดบือซุฮ กลันตัน ชายหาดน้ำไม่ใส พอเข้าเขตตือรังฆูทะเลกลับน้ำใส่สีสด​ ดูเบาตา ทำไมนะพระเจ้าถึงกำหนดมาเช่นนี้

บันทึกไว้เพื่อความเข้าใจวิถีศิลปะและงานแกะสลัก ในสายสัมพันธ์ปาตานีบือซา (ปาตานี-กลันตัน,ตือรังฆานู)และอีกหลายประการนักที่ “พระเจ้า” ทรงเปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้เห็น ขอบคุณผู้ทรงความรู้ ศิลปินเจ้าสำนัก เจ้าของกิจการ,บังๆพี่ๆและเพื่อนร่วมทางที่มอบและปันความรู้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ได้ร่วมเดินทางกันขอดุอาร์จากอัลลอฮทรงตอบแทนความดีแก่พี่น้องร่วมทริปทุกท่านครับ

อามีน

تريما كاسيه
Abang Azzaha Ibrahim
Kak Wati Akademi Nik Rashiddin
Poknik Di adinda kpd arwah ANR,
Nik Anwar Waedong
Guru Norhaiza Noordin
Ayah Burhan Ashari
alfadhil ustaz Jamal Ismail
Semuwa Yang berkongsi ilmu pengalaman serta belanja makan Alhamdulillah!

โดย อ.โชคชัย วงศ์ตานี

แสดงความคิดเห็น