สส.อันวาร์ จวกหนัก นิพนธ์ฯ กรณีกล่าวหาตนเป็นปฏิปักษ์พรรค ปชป. ไม่ส่งสมัครสส.ปัตตานี

0
749

เมื่อ 10.00 น.จากพื้นที่ของจังหวัดปัตตานี เขต 1 โดย นายอันวาร์ สาและ ส.ส. ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวโต้กลับนายนิพนธ์ บุญญมณีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมว่าที่ สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประกาศผู้สมัครทุกเขตแต่กลับไม่มีชื่อนายอันวาร์ จากนั้น 1 วัน นายอันวาร์ตอบโต้นายนิพนธ์ทันทีว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในพรรคประชาธิปัตย์

วันนี้ “นายอันวาร์ สาและ ส.ส. ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์”​ กล่าวว่าต่อกรณีที่ “นายนิพนธ์ บุญญามณี” ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “นายอันวาร์ สาและ” เป็นปฏิปักษ์ แล้วก็พรรคไม่ประสงค์ที่จะส่งนายอันวาร์ สาและลงเลือกตั้งอีกต่อไป

“นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์” ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเองได้ลงพื้นที่พบปะชาวปัตตานีตามปกติ แต่ครั้งนี้มีความไม่ปกติคือพี่น้องชาวปัตตานีขอให้ตนเองไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป เนื่องจากไม่พอใจกรณีที่​ “นายนิพนธ์ บุญญามณี” ได้ “บุกไปประกาศรายชื่อผู้สมัครของพรรคทั้งจังหวัดโดยไม่มีชื่อของตนเอง” เพราะอาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่าเป็นคนโง่เขลาก็ได้ที่เลือกตนเองเข้ามาเพียงคนเดียวในปี 2562 จึงมีคำถามมากมายว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งที่ตนเองทำเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมายืนเคียงข้างกับประชาชนนั้น ตนเองได้รายงานให้ประชาชนให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ทราบมาโดยตลอด แต่ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้ ตนเองจึงตอบไปว่าสิ่งที่ตนเองได้กระทำนั้นด้วยความหวังดีต่อภาพพจน์ของพรรคที่กำลังตกต่ำอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค จึงเสนอให้พรรคด้วยเอกสารว่าควรจะแก้ไขปัญหาอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาพพจน์การทำงาน ภาพพจน์ตัวบุคคล หรือในเรื่องที่พรรคถูกกล่าวหาว่ามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งถูกทุจริตคอรัปชั่น ทั้งนี้สิ่งที่ตนทำเพื่อที่จะสกัดกั้นไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือทั้งครอบครัว ที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายแฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ภายใต้ร่มเงาของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถูกกล่าวหา หรือมีการชี้มูลความผิดจากองค์กรของรัฐควรที่จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ก่อน เพื่อรอการพิสูจน์ดั่งเช่นสมาชิกรุ่นพี่ที่ได้ปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่างเอาไว้แล้ว อันจะคงไว้ซึ่งความศรัทธาของพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ตนเองกระทำเพื่อกอบกู้ภาพพจน์พรรคนั้น กลับสร้างความไม่พอใจจากบุคคลบางคนที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายดังกล่าว ซึ่งได้พยายามเป่าหูผู้มีอำนาจในพรรคที่หูเบาบางคนว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นการทำลายภาพพจน์ของพรรค ทั้งๆที่ตนเองเป็นคนเสนอแก้ไขในสิ่งที่สังคมและสื่อรายงาน ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ตนเองพูดขึ้นมาเอง

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำมากขึ้นทุกวันเพราะไม่มีการรับฟังจากฝ่ายบริหาร สิ่งที่
“นายนิพนธ์ บุญญามณี” ได้กระทำต่อตน และพี่น้องชาวใต้นั้น ตนเองไม่ต้องการที่จะไปโต้แย้งกับนายนิพนธ์ว่าใครดี ใครเลว หรือว่าใครกันแน่ที่เป็นปฏิปักษ์ทำลายพรรคเพราะสังคมรับรู้อยู่แล้ว แต่อยากจะทำในสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครดีใครเลวนั้นด้วยเหตุด้วยผลด้วยวิธีการที่ตนนั้นกระทำมาตลอด ก็คือการพิสูจน์ด้วยเอกสาร จึงได้ใช้วิธีการสืบค้นประวัติจากข่าวพบว่าเมื่อเวลา 13.47 น. ของวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563 สำนักข่าวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งได้รายงานพร้อมกับพาดหัวข่าวว่า “วิบากกรรมพี่-น้อง‘บุญญามณี’? รวมคำพิพากษา-ร้องสอบ‘นิพนธ์-นวพล’ในมือ ป.ป.ช.-สตง.” เรียกว่าโดนทั้งตระกูล ซึ่งต่อไปนี้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คงจะไม่มีใครกล้าที่จะยืนแล้วชี้หน้ากล่าวหาผู้อื่นด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควรต่อผู้อื่นว่าโกงทั้งตระกูลอีกต่อไปแล้ว จากข่าวที่แจ้งมานี้เป็นเรื่องจริงเพราะศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 18 ปี 24 เดือน “นายนวพล” ผู้น้อง ส่วน “นายนิพนธ์” ผู้พี่ ถูกป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นต้นสังกัดได้มีคำสั่งไล่ออกย้อนหลัง ซึ่ง “นายนิพนธ์” กำลังต่อสู้อยู่ในขณะนี้ ตนเองไม่ต้องการไปซ้ำเติมอะไร ตนเองเห็นใจและเข้าใจจึงได้ลงมติไว้วางใจให้กับ “นายนิพนธ์” ช่วงถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตนใช้เหตุผลที่ว่า ขณะนั้นป.ป.ช. ยังไม่ลงมติ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เรื่องอย่างนี้นายนิพนธ์น่าจะคิดได้ว่าตนเองเป็นคนมีเหตุมีผล แต่นายนิพนธ์กำลังเดือดร้อนจิตใจคงว้าวุ่นสมองก็คงจะคิดอะไรไม่ออกในสิ่งที่ถูกที่ควร

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อยากจะแนะนำว่าควรที่จะต้องรับฟังข้อเสนอแนะของ “นายอลงกรณ์ พลบุตร” ที่เสนอให้ “นายนิพนธ์” ลาออกเป็นการชั่วคราวตามแนวทางที่สมาชิกรุ่นพี่ได้กระทำเอาไว้เป็นตัวอย่างแล้ว เพื่อรักษาภาพพจน์ของตนเองและประชาธิปัตย์ที่กำลังตกต่ำเอาไว้ แต่ “นายนิพนธ์” นอกจากไม่ยอมกระทำตามที่ “นายอลงกรณ์” แนะนำ แล้วยังพยายามขับไล่ไสส่งตนเองให้ออกจากพรรคทั้งๆที่ตนเองทำทุกอย่างเพื่อรักษาภาพพจน์ของพรรค และไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยมาก่อน ดังนั้นสิ่งที่นายนิพนธ์ทำนั้น ยิ่งทำให้พรรคตกต่ำไปมากยิ่งขึ้น เพราะสมาชิกของพรรครุ่นพี่ที่มีชื่อมีเสียงอยู่กับพรรคมานาน 20 – 30 ปีนั้น ได้ทยอยกันลาออก เช่น “อดีตส.ส.สุรเชษฐ์ มาศดิษฐ์” “อดีตรองหัวหน้าพรรค ส.ส.วิทยา แก้วพาราได” และ “นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ตลอดจนอดีตส.ส.หลายท่านที่ก็กำลังทยอยลาออกนั้น ล้วนแล้วแต่มีข่าวว่า “นายนิพนธ์” มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น

สุดท้ายตนเองได้อธิบายถึงขั้นตอนของพรรคให้พี่น้องใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้เข้าใจว่า ขอย้ำว่าหากพรรคยังมีขั้นตอนของพรรคอยู่ว่าในการพิจารณาความผิดใดๆของสมาชิกนั้น ต้องให้โอกาสสมาชิกที่ถูกกล่าวหามาชี้แจงว่ามีเจตนาทำเช่นนั้นเพราะอะไร มีเหตุผลอะไร แล้วจึงเขียนรายงานพร้อมมติว่าอย่างไร ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ออกมาพูดเพียงคนเดียว แล้วก็อ้างว่าเป็นมติพรรคว่าจะไม่ส่งผู้สมัคร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตนเองจึงเรียกร้องมาตลอดว่ามีมติพรรคออกมา ว่าไม่ส่งเพราะเหตุผลอะไร ตนเองทำผิดอะไรและเมื่อมติพรรคได้ออกมาประกาศเช่นนั้น ถือว่าเป็นการลงโทษ​สมาชิกนั้น และหากประชาชนเห็นด้วยก็จะลงโทษตนเองหรือสมาชิกนั้น แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับพรรค ประชาชนก็จะลงโทษพรรคอย่างกรณีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2562 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สูญเสียที่นั่งไปถึง 28 ที่นั่งเฉพาะในภาคใต้ คราวหน้าจะเหลือสักกี่คน ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคจำเป็นต้องออกมาชี้แจงเหตุผลว่า ทำไมคนอย่าง “อันวาร์ สาและ” ควรออกจากพรรค และในขณะเดียวกันทำไมคนอย่าง “นิพนธ์ บุญญามณี” ถึงสมควรอยู่ในพรรคต่อไปได้ครับ?
นายอันวาร์ สาและ ส.ส. ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์กล่าว