ใครคือหลวงนายศักดิ์​ ขุนนางมุสลิมผู้ช่วยพระยาตาก​ยึดเมืองจันทรบูร ?

0
667

จากสมุทรานุภาพ : วีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกกองทัพเรือมาโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น ซึ่งเป็นค่ายของพม่า ที่สุกี้พระนายกองได้รับมอบหมายให้มาบังคับยัญชากองกำลัง เพื่อยึดครองสยาม ภายหลังจากที่ได้โจมตีพระนครศรีอยุธยาจนแหลกสลายไปแล้ว รวมทั้งได้กวาดต้อนชาวโยเดีย หรืออยุธยาไปเมืองพม่าเป็นจำนวนไม่น้อย

ด้วยแรงบันดาลใจทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์บางตอน ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง หรือไม่ได้จดจำในช่วงนี้หากปล่อยให้ผ่านเลยไปก็จะทำให้เนื้อหาของประวัติศาสตร์ต้องสูญหายไป ทำให้เกิดความเสียดาย จึงไปสืบค้นหนังสือที่อาจารย์ประยุรศักดิ์ ชลายนเดชะ เป็นผู้รวบรวม และเรียบเรียงจากผู้รู้หลายท่าน เช่น ท่านรองศาสตราจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ซึ่งในตอนนั้นท่านรับราชการอยู่ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นายสิริ ตั้งตรงจิตร และนายเสนีย์ มะดากะกุล อดีตอาจารย์ประจำ มอ.สงขลานครินทร์ จึงขอคัดลอกข้อความบางส่วนมาเผยแพร่เป็นความรู้ดังนี้
ก่อนกรุงแตก พ.ศ.2310 นั้น หลวงนายศักดิ์(หมุด) ได้เป็นมหาดเล็กในราชสำนัก และได้รับบัญชาให้ไปเก็บเงินค่าส่วยสาอากรจากหัวเมืองภาคตะวันออก และท่านได้เดินทางไปถึงเมืองจันทบุรี อันเป็นหัวเมืองชั้นหนึ่ง และรวบรวมเงินทั้งหมดได้ 300 ชั่ง แต่ยังไม่ทันเดินทางกลับเข้ากรุง ก็ได้ทราบข่าวว่ากรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว เสียเมืองกับพม่า พระยาจันทบุรีจึงจะขอเงินคืน แต่หลวงนายศักดิ์ ไม่ยอมคืนให้ จะขอเก็บรักษาไว้ก่อน โดยยังไม่อาจตกลงกันได้ หลวงนายศักดิ์จึงนำเงินจำนวนนี้ทั้งหมดแอบไปฝังไว้ที่วัดจันทร์ แล้วตกค่ำลงหลวงนายศักดิ์ก็ได้ให้จีนตั้วเหี่ย ซึ่งเป็นสหายเก่า ยกพวกมาทำทีโห่ร้องเข้าปล้น และแจ้งแก่พระยาจันทบุรีว่า เงินถูกโจรจีนปล้นไปหมดแล้ว แต่พระยาจันทบุรีไม่เชื่อ ถึงขั้นจะลงมือรบกัน พอดีกองทัพพระยาตากยกมาถึงเมืองจันทบุรี พระยาจันทบุรีจึงต้องไปบัญชาการป้องกันเมืองไม่ยอมให้พระยาตากเข้าเมืองได้ และไม่ยอมรับพระยาตากในจังหวะนั้นหลวงนายศักดิ์พร้อมทหารติดตามจึงเล็ดลอดหนีออกจากเมืองจันทบุรีโดยทางนี้ และเข้าไปพบพระยาตาก ด้วยเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันในสมัยเป็นมหาดเล็ก โดยหลวงนายศักดิ์นั้นเป็นรุ่นพี่ หลวงนายศักดิ์นอกจากจะนำเงินส่วยสาอากรที่เก็บได้มามอบให้พระยาตากแล้วยังได้นำกำลังทหารที่ติดตาม และกลุ่มชาวจีนสหายสนิทประมาณ 500 คนมาสมทบด้วย จนในที่สุดพระยาตากก็สามารถตีเมืองจันทบุรีได้

พระยาตากจึงตั้งมั่นอยู่ที่เมืองจันทบุรี เพื่อรวบรวมผู้คนและสะสมเสบียงอาหาร ด้วยเมืองจันทบุรีน้ำท่า ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นหัวเมืองชายทะเล หากพม่ายกติดตามมาและเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ก็มีทางหนีออกทะเลไปยังเขมรหรือเวียดนามได้
หลังจากรวบรวมผู้คนและเสบียงอาหารได้จำนวนมากจึงมีดำริให้จัดสร้างกองทัพเรือ เป็นกองเรือสำเภาที่ส่วนหนึ่งซื้อจากพ่อค้าชาวจีน และบางส่วนต่อเรือขึ้นมาเพื่อเดินทางทะเล โดยใช้กองทุนจากหลวงนายศักดิ์เป็นกองทุนเริ่มต้น
เมื่อมีความพร้อมก็ยกกำลังทางทะเลเข้ามาตีค่ายโพธิ์สามต้นที่กรุงธนบุรีที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา และไม่ไกลปากอ่าวมากนักเมื่อได้รับชัยชนะ จึงประกาศอิสรภาพจากพม่า และปราบปรามก๊กต่างๆจนในที่สุดก็ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปกครองกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
ส่วนหลวงนายศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ชำนาญในการเดินเรือและเป็นกำลังสำคัญในการเดินทัพเรือมาตีค่ายโพธิ์สามต้น ก็ได้โปรดเกล้าให้เป็นเจ้าพระยาจักรี(หมุด) นามเต็มว่า “เจ้าพระยาจักรีศรีองค์รักษ์ ว่าที่สมุหนายก และตลอดเวลาที่รับราชการในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นท่านก็ได้มีผลงานมากมาย เช่น ยกกองทัพเรือไปตีนครศรีธรรมราช และจับพระยานครได้ และยังยกทัพไปถึงเมืองปัตตานี จับพระยาวิมลขันธ์มาถวายพระเจ้ากรุงธนบุรี
เมื่อท่านมีอายุมากแล้วเพราะสูงวัยกว่าพระเจ้าธนบุรี จึงกราบบังคมทูลลาออกมาพักผ่อน ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้โปรดเกล้าให้นายทองด้วง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้บ้านเมือง และทำศึกษาสงครามกับพม่าเป็นหลายครั้งให้ขึ้นเป็นเจ้าพระยาจักรี
ที่น่าสนใจสมควรลงเป็นหมายเหตุไว้ก็คือ ท่านหลวงนายศักดิ์นี้เป็นลูกหลานที่สืบทอดมาจากสุลต่านสุลัยมาน ที่เคยเป็นเจ้าเมืองสงขลา และตั้งมั่นอยู่ที่หัวเขาแดง อันเป็นทำเลหรือชัยภูมิที่เหมาะสมในการควบคุมพื้นที่โดยรอบ รวมทั้งทะเลสาบสงขลา แต่ต่อมาอยุธยาได้ส่งกองกำลังมาปราบ และรบพุ่งกันอยู่นาน จนในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อกรุงศรีอยุธยา และลูกหลานถูกจับมาเป็นเชลย และรับราชการอยู่ในหลายหัวเมือง เช่น เมืองไชยา เมืองพัทลุง และยังมารับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรีอีกหลายท่าน จนต่อมาสายสกุลเหล่านี้ก็ยังคงรับราชการในยุคของกรุงรัตนโกสินทร์ต่อมาอีกด้วย
ลูกหลานของสายสกุลสุลต่านสุลัยมานนี้ ได้แยกขยายออกเป็นสกุลต่างๆมากมาย เช่น สกุล ณ พัทลุง สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ขัมพานนท์ วัลลิโภดม เศรตครุธมัต ศรุตานนท์ และศิริธร ซึ่งสายสกุลเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธ ส่วนที่ยังนับถือศาสนาอิสลามก็ยังมีอีกหลายสกุลที่แตกแขนงออกไปจำนวนมาก เช่น เอียดตรง หวันมุดา เนาวเกตุ มิตรกูล พิทักษ์คุมพล นิยมเดชา บำนุรักษ์ เป็นต้น
เป็นที่น่าสังเกตว่าในยุคสมัยกรุงธนบุรีนั้นมีข้าราชการที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก จึงโปรดเกล้าให้สร้างมัสยิดติดกับพระราชวังและมีประตูเปิดเข้าออกได้ เพื่อให้ข้าราชการที่เป็นมุสลิมได้ทำพิธีสวดมนต์(ละหมาด) ซึ่งในปัจจุบันมัสยิดนั้นก็ยังคงใช้ประกอบพิธีทางศาสนามาโดยตลอด และอยู่ติดกับพระราชวังเดิม นั่นคือมัสยิดต้นสน
บทสรุปของเรื่องราวในส่วนเสี้ยวของประวัติศาสตร์นี้ นับเป็นประเด็นสำคัญ ที่คนรุ่นหลังควรจะได้ทบทวนและใคร่ครวญให้จงหนัก เพราะในการกู้ชาติ ประกาศเอกราชของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น พระองค์ท่านได้รวบรวมชนชาติต่างๆที่อยู่ในแผ่นดินนี้มาร่วมแรงแข็งขันกันต่อสู้กับอริราชศัตรู ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวแขก(มุสลิม) ชาวมอญ ชาวเขมร ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ เช่น พระยาพิชัยจากเมืองพิชัย ด้วยความรักสามัคคีร่วมมือกันกอบกู้เอกราชจนสำเร็จ
ดังนั้นหากชาวสยามหรือที่ในปัจจุบันเรียกว่าคนไทย จะรู้รักษ์สามัคคีตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงให้สติไว้ เราไม่มีทางจะเสียแผ่นดินแน่นอน แต่ถ้าเราแตกแยก และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เช่น ที่พระยาจักรีเปิดประตูเมืองให้แก่พม่า หรือพระยารัตนาธิเบศน์ ผู้อำนวยการรักษาพระนครสั่งห้ามยิงปืนใหญ่ เพราะเกรงว่านางสนมกำนัลจะตกใจ ทั้งๆที่มีภัยมาถึงแล้วอย่างนี้ก็จงระวังว่าเราจะถึงกาลเสียแผ่นดินเป็นแน่แท้ เฉกเช่นที่เราเสียอยุธยาราชธานี

ที่มา​ : www.siamrath.co.th

แสดงความคิดเห็น