ท่านเฉกอ๊ะฮหมัดได้ตำแหน่งเป็นขุนนางในภรมท่าขวา
ครั้นอยู่มาในกาลวันหนึ่ง​ จึ่งทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ดำรัสสั่ง​ เจ้าพระยาธรรมาธิกรเสนาบดีกรมวังให้สั่งหมายตั้ง​ท่านเฉกอ๊ะฮหมัด เปนขุนนางในกรมทำขวามีนามว่าดั่งนี้ –
พระยาเฉกอ๊ะฮหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวาที่พระยาจุฬาราชมนตรี เจ้ากรมท่าขวา “ ขึ้นอยู่ในกรมท่ากลาง

เจ้าพระยาเฉกอ๊ะฮหมัดรัตนราชเศรษฐี ทำราชการสนองพระเดชพระคุณ​ มาช้านาน วันหนึ่งมีโอกาศอันดีแล้ว จึงมีช่องสมควรกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า
ตนไม่มีบ้านอยู่พอเพียงแก่พวกพ้อง จึ่งต้องขอรับพระราชทานที่ดินตำบลบ้านท้ายคูให้พวกแขกมะหง่น (แขกจาวเซน) พวกของตนนี้อยู่
พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระมหากรุณาโปรดพระราชทานที่ตินตำบลบ้านทำยคูให้ตามที่ทูลขอตำบลบ้านท้ายคู​ จึงเป็นที่อยู่ของพวกแขกมะหง่น(แขกจ้าวเซน) ๆ จึงสร้างบ้านเรือนเปนหมู่ใหญ่โตด้วยพวกมาก แล้วก็สร้างสุเหร่ำกระฎีจ้วเซนใหญ่โตระโหฐาน สร้างเป็นที่สำราญด้วยอิฐปูนดุจดั่งวัดไทย แล้วสร้างป่าช้า​(กุโบร์)​ฝังศพพวกแขกจาวเซนด้วย มีกำแพงแก้วก่อด้วยอิฐล้อมรอบป่าช้าในเวลานั้นคนไทยร้องเรียกว่าดังนี้ “กระฎีจ้าวเซนใหญ่”
บ้าง “วัดแขกใหญ่” บ้าง

อธิบายว่ากระฎีจ้าวเซนใหญ่คู่กันกับกระฎีจ้าวเซนน้อย ๆ อยู่ในกำแพงพระนครใกล้กันกับวัดกระเบื้องเคลือบ คือวัดบรมพุทธาราม ที่พระยาโบราณบูราณรักษ์ ผู้รั้งเทศาภิบาลกรุงเก่าเดี๋ยวนี้ เปนผู้คันหาพบแท่นใน โบสถ์กระฎีจ้าวเซนน้อย​  มีอยู่ในกำแพงกรุงเก่าไกล้วัดกระเบื้องเคลือบ เดี๋ยวนี้พวกแขกกรุงเก่ากำลังตื่นเต้นศรัทธา สร้างเสริมแท่นอิฐปูนเก่าขึ้นด้วย ก่อเปนแท่นอิฐปูนใหม่สรวมแท่นเก่าด้วย*1 เพราะเหตุที่พระยาโบราณบูรานุรักษ์ เปนผู้ฉลาดสามารถคันหาจนพบแท่นเท่าจ้าวเซน)
อนึ่ง ที่กระฎีจ้าวเซ็นใหญ่ที่ตำบลบ้านท้ายคูนั้น ทุกวันนี้ก็ยังมีที่รอยรากเค้ากำแพงดูกระฎีแขกจ้าวเซนอยู่บ้างบางแห่ง คันหาแล้วมีพยานปรากฏชัดแน่นอนแล้วทุกวันนี้มีชาวกรุงเก่ายังจักเรียกว่บนแขกท้ายดูกุฎีจ้าวเชนอยู่บ้าง

พระยาเฉกอ๊ะฮหมัดๆได้เทียบที่เข้าพระยาพระคลัง
ครั้นอยู่มากาลวันหนึ่งไม่ช้านานนัก ท่านเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีกรมท่า​ ก็ถึงแก่อาสัญกรรมล่วงชนชีพไปสู่ปรโลก​
ครั้งนั้นทรงกรุณาโปรดเกล้ำ ๆให้ออกหมายเลื่อนตำแหน่งยศ​ พระยาเฉกอ๊ะฮหมัดรัตนราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าขวาให้เทียบที่เจ้าพระยาพระคลัง และให้เปนผู้สำเร็จราชการว่าที่เสนาบดีกรมท่ากลาง
กรมท่าก็เจริญวัฒนาการทวียิ่งขึ้นกว่าเก่าหลายเท่า (ท่านผู้นี้เปนผู้จัดราชการทางพระราชไมตรีกับประเทศยี่ปุ่นเปนประเดิมเริ่มแรก ส่งราซทูตสยามสำรับหนึ่งออกไปเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงยี่ปุ่น มีตันฉะบับรายงานการระยะทางของราชทูตไทยที่ออกไปกรุงยี่ปุ่นโดยพิศดาร มีทั้งชื่อแลอายุราชทูตานุทูตไทยทุกนาย มีรายชื่อแลรายน้ำหนักเครื่องราชบรรณาการของไทยในกรุงศรือยุธยาส่งออกไปกรุงยี่ปุ่นด้วย มีพร้อมอยู่ในตำรานั้น)​ จะ(ขอมีคำอธิบายว่า- เรื่องราชทูตานุทูตไทยได้ออกไปกรุงยี่ปุ่นครั้งกรุงเก่านั้นมีพิศดารตีพิมพ์ เปนอักษรภาษาฝรั่งเศสเล่มหนึ่งมีพร้อม เราเอดิเตอร์จะยอมอนุญาตให้ดูได้ทุกท่านด้วย ทั้งจะให้ดูรูปภาพไทยไปยี่ปุ่นในสมุดนั้น)
ครั้นอยู่มากาลครั้งหนึ่งในแผ่นดินนั้น ท่านเจ้าพระยาจักรีที่สมุหนายก​ ติดต่อมาแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเอกาทศรฐ    เจ้าพระยาจักรีผู้นั้นมีชนมายุ​ชรามากก็ถึงแก่อาสัญกรรมลงในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
ครั้ง​นั้นท่านเจ้าพระยามหาเสนาที่สมุหพระกระลาโหม ซึ่งเปนข้าหลวงเดิมในแผ่นดินนี้​  ถึงที่อาสัญกรรมลงพร้อมกันกับเจ้าพระยาจักรีด้วย​   เปนอรรคมหาเสนาบดี​สองท่าน ครั้งนั้นตำแหน่งที่อรรคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งสองนั้นจึงว่างเปล่าอยู่ยัง​หาได้ทรงตั้งผู้ใดไม่ เปนแต่ทรงมอบสรพราชกิจใหญ่น้อยในกรมมหาดไทยและกรม​พระกลาโหมให้ราชปลัดทูลฉลองทั้งสองกรมดูแลว่ากล่าวต่อไปพลางก่อน

*1​ เห็นจะเปนที่เจ้าประคุณกลางมืองนั้นดอกกระมัง? ที่นั่นข้าพเจ้าได้ไปสืบได้ความว่า เดิมเรียกว่า”กระฎีทอง” แต่จะเป็นระฎีใหญ่ที่ท่านเฉกอ๊ะฮหมัดสร้างหรือกระฎีเล็กที่ท่านผู้อื่นสร้างไม่ทราบแน่

คัดจาก​ เจ้าพระยาบวรราชนายก​ ​กับ​ ประวัติ​ศ​า​สตร์สยาม​ โดยศูนย์วัฒนธรรม​สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน​ กรุงเทพ​ฯ

แสดงความคิดเห็น