โซเชียลแห่แชร์ ทุบรื้อ”กำแพงวังเก่าปัตตานี” ผู้ถือกรรมสิทธิ์รีบแจงหวังบูรณะกลัวพังไม่ใช่ทำลาย

0
1101


เมื่อ 16 พย.64ที่ผ่านมา สืบเนื่องจาก ภาพการรื้อกำแพงวังเก่าประวัติศาสตร์ จะบังตีกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี ถูกแพร่ออกไปเป็นจำนวนมาก กลายเป็นไวรัล เกิดการเข้าใจว่ากำแพงถูกรื้อทำลายไปแล้วเมื่อ 2-3 วันก่อน

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เป็นร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ แหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองปัตตานีในอดีต อายุ ประมาณ180 ปี อยู่ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี เป็นมรดกทางประวัติศาตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ถือว่าเป็นร่องรอยอดีตชุมชนโบราณสำคัญ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานด้วย

เมื่อภาพกำแพงถูกทุบรื้อออกไปโดยช่างพื้นถิ่น ถูกแพร่ออกไป จึงทำให้ผู้คนมากมายทราบข่าว ที่เห็นถึงความสำคัญ และแสดงความหวังดี ต่างแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆนานา ส่วนใหญ่เป็นไปในแง่ลบ

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ถือกรรมสิทธิ์คนปัจจุบัน ซึ่งได้อาศัย ดูแลสถานที่แห่งนี้ คือนายรอซีดี แวดอเลาะ ได้แจ้งว่า เป็นที่ตกลงกันในครอบครัวว่า ต้องการบูรณะกำแพงใหม่ ที่ตั้งอยู่บริเวณซีกด้านขวามือจากซุ้มประตู สาเหตุก็เพราะกำแพงช่วงนี้มีสภาพเก่าแล้ว ผ่านเวลามานานเป็นร้อยปี ได้ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม เอนเอียง ทำท่ากำลังจะพังลงมานานแล้ว และก่อนหน้านี้ตนได้ใช้ เสาคอนกรีตค้ำยันไว้เป็นแนวยาวป้องกันได้มานานหลายปี ทั้งเพราะก่อนหน้านี้ กำแพงอีกฝั่งหนึ่ง ก็ได้พังล้มลงไปแล้ว ตนเองเลยปรึกษากันพี่น้องครอบครัวต้องจัดการปรับปรุงเร่งด่วน
โดยทั้งหมดตั้งใจใช้งบของตัวเองก่อน ไม่พึ่งพาใคร ทำตามกำลังของตนเองที่ทำได้
และได้มีการเตรียมการมาก่อนหน้านี้ นานพอสมควรแล้ว ก่อนลงมือ ยืนยันว่าตนเองได้ตกลงกับช่างท้องถิ่นแล้วว่าจะทำให้คงสภาพเดิมให้มากที่สุด

ล่าสุด ผศ.ดร.พรปวีณ์ พุ่มเกิด ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี , นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนรรมจังหวัดปัตตานี รีบดำเนินการประสาน เจ้าหน้าที่ช่างกรมศิลปากร พร้อมกับคุณ อัสรี สุทธิศาสตร์สกุล กรรมการมัสยิดรายอฟาฏอนี ตัวแทนชุมชน ได้เข้าไปลงพื้นที่ตรวจสอบ ประชุมปรึกษาหารือ และเห็นร่วมกันเข้าใจ ถึงความตั้งใจดีและความห่วงใยของทุกภาคส่วนที่ต้องการทำให้ภารกิจการบูรณะที่แห่งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
ด้านผู้ครอบครองวังเก่าได้ต้อนรับทุกฝ่ายและพร้อมรับคำแนะนำและทำตามเพื่อให้กำแพงวังเก่าแหล่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เราหวงแหนยังคงอยู่คู่ต่อไป
โดยจะมีช่างจากฝีมือผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์มาให้คำแนะนำ ให้ความรู้เพื่อให้การซ่อมแซมเป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ตามที่แบบฉบับของมาตรฐานกรมศิลปากร ที่บูรณะหลักฐานทางโบราณคดี ไม่ทำลายรูปแบบเดิม ถ่ายทอดความรู้ควบคู่กันไปกับช่างในพื้นที่ดูแลตลอดงานจนเสร็จสมบูรณ์ ระหว่างนี้ให้ทางเจ้าของหยุดการรื้อเอาไว้แล้ว ซึ่งจะเริ่มงานใหม่พร้อมๆกับมีผู้เชี่ยวชาญช่วยกันควบคุมงานต่อไป
และจะพัฒนาให้เป็นพื้นที่วงแหวน Heritage จะบังติกอ ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ ให้ยังคงอยู่ต่อไป ให้เกิดความร่วมมืออนุรักษ์ในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษากันต่อไปในอนาคต

วังเก่าจะบังติกอแห่งนี้ ย้ายเมืองจากปัตตานีเดิมที่ต.กรือเซะ มาไว้ณ ที่ปัจจุบัน สร้างขึ้นโดยตนกูบือซา (ตนกูมูฮัมมัด) รัชทายาทของ สุลต่านรัฐกลันตัน ซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนแรกของรัฐปัตตานีย้ายมาตั้งเมืองใหม่ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 เดิมวังจะบังติกอ มีนามเดิมว่า “กอตอยือเบาะปูโยห์” มีตำหนักหลวงเรียกว่า “อิสตานอร์อาซัมยาวอ” เป็นที่ทรงราชการปกครองของสุลต่านรัฐปัตตานีที่สืบต่อกันมาหลายรัชสมัยจนถึงสมัย “ตนกูอับดุลกอเดร์”ปี 2476 เจ้าเมืองท่านสุดท้าย รัฐปัตตานีถูกเปลี่ยนแปลงการปกครองรวบรวมเป็นของไทยในที่สุดโดยสิ้นเชิง


วังปัตตานีแห่งนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานีตรงสามแยกจะบังติกอ บนเส้นทางถนนหน้าวัง ซึ่งเป็นถนนลาดยางเลียบแม่น้ำปัตตานี ถนนนี้เชื่อมระหว่างตัวเมือง เลียบแม่น้ำปัตตานีไปต่อกับถนนยะรัง เป็นเส้นทางรถยนต์เชื่อมระหว่างจังหวัดปัตตานีกับจังหวัดยะลา ปัจจุบันวังเก่าแห่งนี้มีสิ่งหนึ่งที่หลงเหลือกลิ่นอายประวัติศาสตร์ คือ กำแพงวัง ซึ่งก่ออิฐดินเผา สร้างซุ้มโค้งประตูตามสถาปัตยกรรมจีนผสมอินเดียดั้งเดิม

ทีมข่าว@ชายแดนใต้ ปัตตานี