ปิยะบุตร นำทีม กมธ.กฏหมาย พบประชาชนครั้งแรก ลงพื้นที่ปัตตานี ย้ำแก้ปัญหายุติธรรม การบังคับใช้ พรก. ยกเลิกกฎอัยการศึก คน3 จังหวัด

0
40

คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นำโดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานกรรมาธิการพร้อมนางสาวพรรณิการ์ วานิช นายนิรามิต สุจารี นายรังสิมันต์ โรม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ และนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จัดกิจกรรม”กมธ.กฏหมายพบประชาชน” ครั้งที่ 1 นับเป็นการเปิดเวทีครั้งแรกเพื่อรับฟังข้อร้องเรียน ปัญหา ความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน เกี่ยวกับการใช้กฎหมาย-กระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิเสรีภาพ มีนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 300 คน ณ ห้องประชุมอิหม่ามอัล-นาวีย์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

การที่คณะกรรมมาธิการเลือกเปิดเวทีที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นที่แรก เนื่องจากพื้นที่นี้มีปัญหามายาวนานจากการใช้กฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึก พรบ.ความมั่นคง และพรก.ฉุกเฉิน รวมถึงมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในประเทศ
นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่ามีคณะกรรมการฯ ทั้งหมด 15 คน มาร่วมงานนี้ 6 คน โดยหลังเลือกตั้งเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการรวม 35 คณะ โดยคณะกรรมาธิการกฎหมาย มีขอบเขตการดำเนินงานใน 3 ประเด็นหลักคือ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนให้ได้ผลมากที่สุด
“5 ปีที่ผ่านมามีการกระทำที่ขัดหลักนิติธรรมเป็นกระบวนต่อเนื่องมาหลายปี มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไทยเคยเป็นผู้นำในเรื่องของสิทธิมนุษยชน แต่รัฐประหารทุกสมัยทำให้เรื่องนี้ลดลง ปัญหาในด้านกฎหมายจำนวนมากซึ่งมาจากคสช. ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน มีเนื้อหาที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม มีความอยุติธรรม และการละเมิดสิทธิ์ อดีตที่ประเทศไทยเรา ได้รับการยอมรับจากอาเซียน แต่พอหลังจากมีรัฐประหารเกิดขึ้นทุกครั้งจะทำให้ถูกลดระดับลง หลังจากรัฐประหารปี 2549 เกิดขึ้น เมื่อกลับสู่ระบบปกติ มีผู้แทนราษฎรที่ราษฏรเลือกมาเป็นตัวแทน เป็นปากเสียง การมารับฟังครั้งนี้จึงเป็นบทบาทสำคัญเพื่อมารับฟังปัญหาที่พี่น้องพบเจอ และไปทุกภาคเพื่อเข้าถึงปัญหาภายใต้การรื้อฟื้นประชาธิปไตยกลับมาการเปิดเวทีเช่นนี้เป็นปกติของการสื่อสารขั้นพื้นฐานภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย พื้นที่นี้มีปัญหาการใช้กฎหมายพิเศษ การละเมิดสิทธิ์ จึงเลือกพื้นที่นี้เป็นที่แรกเพื่อต้องการฟังเสียงสะท้อนของพื้นที่ และจะนำไปส่ง แก้ไข สู่กระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่และรัฐสภาต่อไป


นายนีรามิตร สุจารี โฆษกคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของชาวอีสาน การออกกฎหมายพรบ.ชุมชน ว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ดินทำกินของประชาชนคือมีสิทธิ์ ความชอบธรรมในที่ดินของตนเองที่ได้รับจากบรรพบุรุษ แต่เมื่อกฎหมาย พ.รบ.ออกมา ซึ่งทำให้มีปัญหาตามหลัง เกิดความไม่ชอบธรรมขึ้น กลายเป็นถูกกล่าวหาว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่อุทยานพื้นที่สาธารณะประโยชน์ หากไม่รีบดำเนินการสำรวจขอบเขตต่างๆ ทั่วประเทศให้ชัดเจนแล้ว จะทำให้ชาวบ้านต้องติดคุกอีกมาก การสู้คดีจนบางคนต้องหมดเนื้อหมดตัว การปฏิรูปที่ดินหรือสปก.4-01 ซึ่งกฎหมายตัวนี้มีปัญหาคือ ผู้ได้รับมรดกสืบทอดที่ดินนั้น ถูกกำหนดว่าต้องไม่เป็นข้าราชการ ทำให้รู้สึกว่าไม่เท่าเทียมกัน ชาวบ้านธรรมดากลับไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง
รัฐจึงต้องรีบกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน ต้องเอาจริงในการกำหนดขอบเขตไม่เช่นนั้นประชาชนจะมีปัญหาและอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี กฎหมายข้อนี้ควรแก้ไข ปัญหา หนึ่งคือทุกคนต้องมีสิทธิ์และประโยชน์ในที่ดิน มีที่ดินของตนเองทุกคน และควรยกเลิกกฎหมาย สปก. 4-01 เพราะทำให้ชาวบ้านมีปัญหา เห็นว่าเป็นความไม่ชอบธรรม ควรแก้ไขต่อไป
“กรรมาธิการชุดนี้สลายความเป็นพรรค ทำประโยชน์เพื่อพี่น้องให้มากที่สุด”นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาติ เขต 4 นราธิวาส เลขานุการคณะกรรมาธิการกฏหมายฯ กล่าวถึงความหลากหลายของคณะกรรมาธิการชุดนี้ และบอกว่า ต้องศึกษาให้ถึงแก่นว่าปัญหาของชายแดนใต้มีมานานจากผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง การบังคับใช้กฎหมายคือปัญหาหนึ่ง จะเปลี่ยนกี่รัฐบาลแต่ปัญหานี้ยังคงอยู่ รัฐต้องระวังในการประกาศใช้กฎหมาย
“ในฐานะสส.ในพื้นที่และคณะกรรมมาธิการชุดนี้ ต้องขอบคุณที่คณะกรรมาธิการทุกคน เลือกมาลงพื้นที่ชายแดนใต้เป็นที่แรก ปัญหาของที่นี่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ สิ่งที่อยากจะบอกคือทุกคนต้องศึกษาถึงต้นตอของปัญหาด้วย ส่วนใหญ่มองเพียงเริ่มต้นจากตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาเท่านั้น และจากการใช้กฎหมายในพื้นที่พิเศษนี้ เข้าใจว่าต้องการมีเจตนาดีในการแก้ปัญหา แต่เมื่อถึง 15 ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง
นั่นเพระปัญหาชายแดนภาคใต้นี้มีมาก่อนหน้านั้น ปัญหาความขัดแย้งของบุคคลที่เห็นต่าง มันมีมานานแล้วและยังคงอยู่ การบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเท่านั้น คนในพื้นที่ทราบเป็นอย่างดีว่าต้นเหตุปัญหาคืออย่างไร เช่นปัญหาความรู้สึกของประชาชนว่ารู้สึกเหมือนชนชั้น 2 เมื่อประชาชน มีความคิดต่างจากรัฐ จะใช้ช่องทางนี้ในการต่อสู้”
นายกมลศักดิ์กล่าวต่อถึงภาครัฐว่าต้องระวังในการบังคับใช้กฎหมาย ระวังและมีการทบทวนในการใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึกต่างๆ ที่มีปัญหาอยู่ เป็นห่วงเยาวชนนักศึกษารุ่นใหม่ วิธีแก้ปัญหาความรู้สึกที่คนสามจังหวัดไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจะรู้สึกถึงความหวาดระแวงต่อกันเช่น การตรวจดีเอ็นเอในนักศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่เป็นคนสามจังหวัด ส่วนหนึ่งคือคนที่นี่ถูกกดทับปัญหาของทุกคนยังไม่สามารถพูดในที่สาธารณะได้ ควรเปิดพื้นที่และให้มีบรรยากาศที่ดีที่ทุกคนสามารถมีสิทธิ์มีเสียง พูดถึงและแสดงออกในสิทธิของตนเองได้
“เรื่องกฎหมายพิเศษมีทุกเวที เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ ปัญหาของคนสามจังหวัดจะถูกแยกโดยคนที่ไม่ใช่คนสามจังหวัด ไปอยู่ที่ไหนก็ถูกเจ้าหน้าที่หวาดระแวง เป็นปัญหาที่น่ากลัว ความเกลียดชังคนสามจังหวัดจะลามไปทั่วประเทศ การสร้างบรรยากาศไม่ให้ถูกกดทับ ในอดีตการพูดถึงผู้เห็นต่างไม่มีในร้านน้ำชา แต่ปัจจุบันสามารถพูดได้”
ด้าน นางสาวพรรณิการ์ วานิช รองประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ คนที่ 4 บอกถึงการละเมิดสิทธิ์ในพื้นที่ที่มีความทับซ้อนอยู่มากจากกฎหมายพิเศษ การปะทะ ความสูญเสีย และปัญหาใหญ่คือการพรากสิทธิที่จะเติบโตทางศักยภาพของพื้นที่
“เมื่อได้มาทำงานตรงนี้ ต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้จริง ซึ่งหลังเลือกตั้งแล้ว จะนำไปสู่การแก้ไขตามกลไกของทางรัฐสภา เรื่องการใช้บังคับใช้กฎหมายในด้านสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาอย่างมากเช่นปัญหาการซ้อมทรมาน เห็นว่ามีปัญหามาโดยตลอด และมีมากกว่าพื้นที่อื่นๆ จึงนำมาซึ่งความรุนแรง การปะทะและการสูญเสียต่างๆ เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นที่น่าเสียดายที่คนนอกพื้นที่คิดแต่ปัญหา แต่ไม่คิดถึงศักยภาพ คือสิ่งที่ถูกกดทับจากความรุนแรง 15 ปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณในการพัฒนาไป 1.3 แสนหมื่นล้านบาท ขณะที่คนในพื้นที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท เป็นความสูญเสียของประเทศ ต้องขยายเรื่องนี้ให้คนทั้งประเทศได้เห็น ส่วนหนึ่งคือคนในประเทศเห็นว่าเป็นปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของเรา มองเป็นพื้นที่ปัญหา ต้องทำให้เห็นว่าเราสูญเสียอะไรและจำเป็นต้องแก้ปัญหาร่วมกัน”

เวทีเปิดรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะโดยมีผู้นำเสนอในหลายประเด็น นายมาโนช จากจ.ภูเก็ต เสนอให้มีการร่างภูเก็ตจัดการตนเอง และปรับปรุงภาษากฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจง่าย
นางนงเยาว์ กสิวงศ์ ตัวแทนชาวบ้านค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยา บอกถึงการต่อสู้มาถึง 16 ปีเพื่อปกป้องที่ดินทำกินที่สมบูรณ์ให้คงอยู่ ความสัมพันธ์ของผู้คน ความสงบสุขที่กำลังจะหายไปจากการยืนยันของรัฐที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำให้ได้ทั้งที่มีอ่างเก็บน้ำที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว และจะใช้กฎหมายเวนคืนมาบังคับ เกิดความขัดแย้งในชุมชน คนที่ยืนยันไม่เวนคืนประมาณ 400 ไร่ ประการสำคัญคือจะต่อสู้ในฐานะคนไทยเพื่อได้รับความเป็นธรรม พร้อมกันนั้นนางนงเยาว์พร้อมตัวแทนได้ยื่นหนังสือต่อนายปิยบุตร เพื่อนำไปช่วยดำเนินการต่อ
ประเด็นการเก็บดีเอ็นเอของเจ้าหน้าที่โดยชาวบ้านไม่สมัครใจ นายอาดีลัน อาลีอิสเฮาะ กรรมาธิการฯ ได้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติเช่นนี้มาหลายปี ต้องระวังในการละเมิดสิทธิ ในทางกฎหมายบอกว่า สามารถเก็บได้หากต้องจำเป็นต้องตรวจพิสูจน์บุคคลโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ การให้เซ็นยินยอมอ้างว่าเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้น อำนาจมาจากกฎหมายพิเศษ ในทัศนะส่วนตัวยังไม่มีอำนาจเก็บดีเอ็นเอโดยใช้กฎอัยการศึก ไม่มีอำนาจสภาพบังคับให้เซ็นยินยอม หากยืนยันไม่ให้เก็บ ขอสงวนสิทธิ์ของตัวเอง หากถูกกดดันไม่สามารถปฏิเสธได้คือไม่เซ็นยินยอม หากดีเอ็นเอใดที่ถูกเก็บแล้วไม่เซ็นยินยอม เจ้าหน้าที่ตรวจหาพันธุกรรม 16 หลักจะไม่ตรวจให้ เป็นเรื่องที่กฎหมายต้องหาข้อยุติให้ได้ รัฐก็ต้องตอบให้ชัดว่าใช้อำนาจอะไร
ประเด็นที่ถูกถามมาตลอดและถูกถามอีกในเวทีนี้คือ การลงทะเบียนยืนยันอัตลักษณ์หรือ 2 แชะ ที่จะหมดเขตในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ว่า ทางกอ.รมน.ภาค 4 สน. ประชาสัมพันธ์ว่าหากประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดไม่ไปลงทะเบียนการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยการถ่ายภาพใบหน้าเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ภายในเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสัญญาณการใช้โทรศัพท์ โดยบางส่วนได้ไปลงทะเบียนแล้ว และอีกบางส่วนยังไม่ไปลงทะเบียนเพราะเป็นการละเมิดสิทธินั้น นางสาวพรรณิการ์ บอกว่า หากครึ่งหนึ่งของคนในพื้นที่ยังไม่ลงทะเบียนโดยหลักการก็เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกตัดสัญญาณ ใช้อำนาจกฎหมายไหนมาบังคับ หากไม่ทำจะผิดไหม
นายกมลศักดิ์ ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า ทางกอ.รมน.ภาค 4 สน. บอกว่าขอความร่วมมือ แต่หากไม่ลงทะเบียนจะตัดสัญญาณ ได้หารือประธานสภาในประเด็นนี้และค้นระเบียบของกอ.รมน.ภาค 4 ก็ไม่มีอำนาจตัดสัญญาณเพราะเป็นอำนาจของบริษัทที่ให้บริการ ระเบียบของกสทช. เมื่อเดือนเมษายน 2562 คือให้ผู้ที่ซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ใหม่แสดงอัตลักษณ์ทั่วประเทศ ไม่มีกฎหมายฉบับไหนให้อำนาจบริษัทไหนตัดสัญญาณ ที่พึ่งสุดท้ายคือศาลปกครอง และทำหนังสือร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อร้องเรียนและตรวจสอบต่อไป และย้ำว่าตนเองก็ยังไม่ไปลงทะเบียนเช่นกัน

ทีมข่าว@ชายแดนใต้

แสดงความคิดเห็น