ปัตตานี – นักวิชาการกับนศ.เริ่มเคลื่อนไหว แถลงการณ์ 2 ฉบับ ยื่นหนังสือโต้ กอรมน.ฟ้องอจ. ผู้กองปู่เค็มโผล่ค้าน โต้กันลั่น(คลิป)

0
386

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 9 ตค. ดร.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และ ดร.อัญธิฌา แสงชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ตัวแทนนักวิชาการของเครือข่ายเพื่อสิทธิพลเมือง(คนส.) และนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 20 คนเดินทางมาที่ สภ.เมืองปัตตานีเพื่อยื่นหนังสือคำแถลงการณ์พร้อมรายชื่อแนบท้ายนักวิชาการกว่า 270 คนทั่วประเทศ กรณี กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กับผู้เข้าร่วมเสวนาเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยื่นหนังสือกับ พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผกก.สภ.เมืองปัตตานี พร้อมกับ พ.ต.ท.กิรติ ตรีวัย รอง ผกก.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เป็นผู้รับหนังสือ ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องพนักงานสอบสวนยึดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญสั่งไม่ฟ้องคดี 116  และระหว่างที่คณะอาจารย์และนักศึกษากำลังอ่านแถลงการณ์อยู่นั้น ร้อยเอกทรงกลด ชื่นชูผล หรือ ผู้กองปูเค็ม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและอดีตนายทหารบก พร้อมพวก 4-5 คนเข้ามาร่วมด้วยอีกฝั่งหนึ่ง พยายามแสดงออกคัดค้านไม่เห็นด้วย และมีการถกเถียงกับนักศึกษาและอาจารย์ด้วยการเปล่งเสียงดังลั่นว่า “ไม่แก้มาตราที่ 1 ไม่แบ่งแยกแผ่นดิน“

ดร. เอกรินทร์ ต่วนศิริ ได้อ่านใบแถลงการณ์ ใจความว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) มีความกังวลต่อพฤติการณ์ของ กอ.รมน. อันเป็นหน่วยงานของรัฐต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง และขอแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนและเรียกร้องไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้องรวมถึงต่อสังคมไทย ดังนี้

1. เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มิได้เกิดเจตจำนงอันเสรีของประชาชน หากแต่เป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของบุคคลบางกลุ่ม ฉะนั้น เมื่อประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติจึงย่อมมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้อยู่ในครรลองประชาธิปไตยมากขึ้น ในการนี้จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถเสนอจิตนาการทางการเมืองของตนได้ แม้อาจจะขัดหรือแย้งกับระบบการเมืองที่ดำรงอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีแต่การให้เสรีภาพทางความคิดและเปิดโอกาสให้สังคมได้อภิปรายด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะสามารถสร้างฉันทามติในการอยู่ร่วมกันได้ และจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ มีสถานะเป็น “สัญญาประชาคม” อย่างแท้จริง

2. การอภิปรายเพื่อให้ได้มาซึ่งฉันทามติย่อมครอบคลุมทุกส่วนของรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การอภิปรายยังอยู่ในครรลองของการใช้เสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง แม้จะเป็นการใช้เสรีภาพเพื่อวิพากษ์บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ตาม เพราะไม่มีหลักการใดสูงส่งกว่าหลักอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน นอกจากนี้ แม้จะเป็นบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญห้ามมิให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงก็สามารถหยิบยกมาอภิปรายได้ ตราบที่มิได้เป็นการกระทำอันผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 เช่นเดียวกับการอภิปรายในประเด็นอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญ

3. เมื่อการอภิปรายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเป็นเสรีภาพทางความคิดและได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ การนำบทบัญญัติของกฎหมายอาญามาจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจึงต้องกระทำอย่างระมัดระวังและไม่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่มีขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของรัฐจากการกระทำที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลังหรือสร้างความปั่นป่วนหรือยุยงให้ประชาชนก่อความไม่สงบอันกระทบต่อการดำรงอยู่ของรัฐ ก็จะเห็นได้ว่าการเสนอให้มีการอภิปรายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและไม่เข้าลักษณะองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว ฉะนั้น การที่ กอ.รมน. นำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 มาใช้เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับประชาชนจึงเป็นการบิดเบือนการใช้กฎหมายอาญาเพื่อสร้างความเกรงกลัวหรือความยุ่งยากให้กับผู้ต้องหาและจำเลย และเป็นการข่มขู่ประชาชนทั่วไปให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น มีลักษณะเป็นการใช้การฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (SLAPP) เช่นเดียวกับที่ดำเนินการกับกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการอภิปรายเพื่อหาฉันทามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

4. คนส. เห็นว่าในกรณีนี้ กอ.รมน. ได้ขยายบทบาทของตนเข้าสู่พื้นที่ของพลเรือน โดยทำให้การอภิปรายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นความมั่นคง และเปิดโอกาสให้กองทัพสามารถเข้ามาแทรกแซงในประเด็นที่ต้องการได้ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของกองทัพที่มีเหนือการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ด้วยความที่ กอ.รมน. เป็นองค์กรที่ได้รับผลประโยชน์จากระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาโดยตรง โดยเฉพาะจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 51/2560 ซึ่งนอกจากจะทำให้ กอ.รมน. มีอำนาจอย่างกว้างขวางในกิจการด้านความมั่นคงและดำรงอยู่เหนือหน่วยงานฝ่ายพลเรือนแล้ว ยังขยายบทบาทเข้าไปในภารกิจทางพลเรือนอย่างกว้างขวางอีกด้วย จึงอาจตั้งคำถามได้ว่าการแสดงบทบาทของ กอ.รมน. ในครั้งนี้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐบาลซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ กอ.รมน. หรือไม่

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง พร้อมกับผู้มีรายนามแนบท้าย จึงมีข้อเสนอต่อสถาบันในกระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยอันเนื่องมาจากกรณีข้างต้นดังนี้

1. องค์กรชั้นต้นในกระบวนการยุติธรรม อันได้แก่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ พึงแสดงความกล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาชีพด้วยการทำคดีนี้อย่างซื่อตรงและเป็นอิสระจากการชี้นำของผู้มีอำนาจ โดยยึดถือหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลอันได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 116 โดยสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ตั้งแต่ในชั้นของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ เพื่อไม่ให้การฟ้องคดีเพื่อปิดปากประชาชนประสบผลสำเร็จ และเพื่อลดภาระของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลที่ต้องเสียไปกับการพิจารณาคดีที่มีลักษณะการฟ้องคดีเพื่อปิดปากเช่นนี้

2. สถาบันการศึกษาทางนิติศาสตร์พึงนำกรณีนี้กรณีอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นการนำกฎหมายปกติที่มีเจตนารมณ์คุ้มครองสังคมมาบิดเบือนในการสร้างความมั่นคงในอำนาจของผู้ปกครองและกำจัดฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีภายใต้ระบอบการปกครองของ คสช. มาเป็นกรณีศึกษาในการเรียนการสอน เพื่อชี้ให้นักศึกษากฎหมายเห็นอันตรายจากการบิดเบือนกฎหมายเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของผู้มีอำนาจตามอำเภอใจ อันเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลักนิติธรรมไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้ในสังคมไทย

3. สังคมไทยควรตระหนักถึงอันตรายจากการให้สถาบันทางทหารเข้ามาก้าวก่ายในกิจการของพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางการเมืองซึ่งควรเปิดกว้างทางความคิดเห็นและปลอดจากความเกรงกลัวในผลกระทบใดๆ และช่วยกันผลักดันให้ทหารออกไปจากพื้นที่ของพลเรือน กลับไปปฏิบัติภารกิจหลักของตนดังเช่นทหารอาชีพในนานาอารยประเทศที่ยึดมั่นในหลักอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

เมื่อคณะอาจารย์และนักศึกษาได้อ่านแถลงการณ์ และยื่นหนังสือเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้น ปรากฏว่า ผู้กองปูเค็ม ได้เดินเข้าไปหากลุ่มนักศึกษาและได้เข้าไปถกเถียงที่มาเคลื่อนไหวในวันนี้เข้ามาเป็นตัวแทนแนวร่วมของขบวนการหรือของกลุ่ม permas ใช่หรือไม่

นายฟาห์เรนน์ นิยมเดชา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี กล่าวตอบโต้ว่า “อย่ามาปรักปรำพวกเราว่าเป็นแนวร่วม พวกเราไม่ใช่แนวร่วม วันนี้ที่เรามาร่วมแถลงการณ์ เรามาให้กำลังใจอาจารย์ ไม่มีการพูดถึงกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งเป็นหลัก พวกเราเชื่อว่าเสรีภาพในการพูด ไม่ว่ามาตราไหนก็แล้วแต่ ในทางวิชาการ ยังมีโอกาสแสดงออกได้ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เรื่องนี้เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” หนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมให้กำลังใจ กล่าวว่า มาให้กำลังใจอาจารย์ ไม่ได้กล่าวถึงกลุ่มใด สิทธิพลเมืองและเสรีภาพในการพูด เป็นสิทธิที่ใครจะแสดงความเห็นด้วยหรือไม่ได้โดยอยู่ภายใต้หลักรัฐธรรมนูญ

มาถึงช่วงเที่ยงวัน ณ​ อาคารเรียนรวม 19 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์​ วิทยาเขตปัตตานี(ม.อ.ปัตตตานี​ นักศึกษาได้รวมตัวกัน เกือบ 100 คน​เปิดกิจกรรม แสดงเจตจำนง และแสดงออกการมีส่วนร่วมร่วมเรื่อง รัฐธรรมนูญและความเป็นประชาธิปไตย พร้อมกันนี้ ได้แสดงการให้กำลังใจ ดร.อัสมา มังกรชัย อาจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ หนึ่งในนักวิชาการผู้ที่ถูกฟ้องในการแสดงออกร่วมบนเวที จากการที่ไปร่วมแสดงคงามคิดเห็นบนเวทีของ 7 พรรคฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา

เมื่อถึงเวลาที่นัดรวมกันแล้ว 12.00 น. แกนนำนักศึกษาและนักศึกษาทั้งหมดได้อ่านแถลงการณ์ร่วมกัน ความว่า
แถลงการณ์นักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เนื่องในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา กอ.รมน. แจ้งจับแกนนำ 7พรรคฝ่ายค้าน และนักวิชาการ
รวม12คนจากเวทีเสวนาพลวัตรการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ฐานความผิดในประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา116 “ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใด อันมิใช่เป็น
การกระทำภายใจความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต
เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องต่อประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร
หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน” และ1ในผู้ถูกฟ้องเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี คืออาจารย์อัสมา มังกรชัยเราในนามของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอยืนหยัดต่อสู้ และปกป้องอาจารย์ อัสมา มังกรชัย เพราะเราเชื่อว่าเสรีภาพในการพูดถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในแวดวงวิชาการเสรีภาพในการพูดและการเสนอความเห็นที่แตกต่าง สามารถพึงกระทำได้ในระบอบการปกครองประชาธิปไตย ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็สามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผล ทั้งนี้มิใช่ว่าพวกเรา
นักศึกษาออกมาเพื่อสนับสนุนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับมาตราใดๆ ก็แล้วแต่ในรัฐธรรมนูญ แต่เราขอยึดมั่นในเสรีภาพของการเสนอความเห็นที่แตกต่างอย่างมีเหตุผล เพราะนี่ถือว่าเป็นปกติของสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนสามารถเห็นต่างกันได้ เราเชื่อว่าการถกเถียงในประเด็นต่างๆนั้นทั้งที่เห็นด้วยและไม่
เห็นด้วยโดยอยู่ภายใต้การถกเถียงอย่างมีเหตุผลจะนำไปสู่สังคมที่ดีกว่า แต่ในทางกลับกันหากสังคมของเราปราศจากการถกเถียงจากความเห็นที่แตกต่างและคอยแต่พยายามกดขี่ ขมขู่ บังคับไม่ให้ฝ่ายที่เห็นต่าง
ได้นำเสนอความเห็นของตน เราเกรงว่าสังคมแบบนี้ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดและการเมืองที่เพิ่มขึ้นในการแสดงจุดยืนของนักศึกษาในครั้งนี้ อย่างที่เรากล่าวไป มิใช่ว่าเราสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับมาตราต่างๆในรัฐธรรมนูญ แต่เราเชื่อในเสรีภาพของการนำเสนอความเห็น
ต่างได้ ในรูปแบบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกลุ่มนักศึกษาของเรามิได้ออกมาเพื่อสนับสนุนกลุ่มไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ฐาปกรณ์ กำจร​ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์​ม
.อ.ปัตตานี​ 1 ในแกนนำนศ.กล่าวว่า วันนี้กลุ่มนักศึกษาได้ไปร่วมแถลงการณ์กับคณะอาจารย์และคณะ คนส. ที่สภ.เมืองปัตตานี เรื่องที่ อ.อสมา มังกรชัย ถูก กอ.รมน..ฟ้อง และในช่วงนักศึกษาได้มาแสดงเจตจำนงและปกป้องอาจารย์ รวมทั้งแสดงกิจกรรมที่อาคารเรียนรวม​ 19 โดยทั้งหมดนี้เราขอยืนยันว่า เป็นเจตนารมย์ของนักศึกษาเอง ไม่ได้ทำภายใต้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง องค์กรใด​ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันของนักศึกษาโดยบอกต่อกันปากต่อปากผ่านการแชร์กันทางกลุ่ม และสโมสรนักศึกษา​คิดที่จะทำก็ทำเลย​ คือเป็นกิจกรรมการแสดงออกของเราทั้งหมดในวันนี้
ด้านอัสมา​ มังกรชัย​ กล่าวสั้นๆขอบคุณนักศึกษาที่มาให้กำลังใจ​ในวันนี้​ และยังขอไม่ออกความเห็นใดๆ เพียงแต่พูดว่า​นศ.ได้แสดงมาในวันนร้ซึ่งพลังแห่งการแสดงออกตามครรลองประชาธิปไตย​ถูกแล้ว​ เหมาะสมกับที่เรียนรัฐศาสตร์​

ทีมข่าว @ชายแดนใต้ จ.ปัตตานี

แสดงความคิดเห็น