2476โจรจีนบุกโรงพักเบตง ตอนที่ 2

0
787

โดย อิสมาแอล สาเระ นักประวัติศาสตร์มลายูเบตง

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2476 บ้านของ ขุนวิจิตรภาษี นายด่านศุลกากร ก็ถูกปล้นมาแล้ว การปล้นครั้งนั้น คนร้ายเพียงต้องการทรัพย์สิน ไม่ได้ทำร้ายคนแต่อย่างใด มีเพียงทรัพย์สินที่เอาไป ก่อนหน้านั้น ประชาชน ในเบตง ก็อยู่ปกติสุขกันดี ไม่เคยมีเหตุร้าย ปล้นชิงทรัพย์ ทุกคนตั้งใจทำมาหากินโดยสุจริต

จากเหตุการณ์ ปล้นบ้าน ขุนวิจิตรภาษี ทำให้ ทุกคน ในเบตง รู้สึก งุนงง เป็นอย่างมาก จากเดิมที่ไม่มีเค้า ของความรุนแรงจะเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิด ความคิด ว่าในจำนวน คน 4 ,000 คน ในเบตงตอนนั้น มีคนไทยเพียง 6 % คือ มีแค่ 250 คนเท่านั้น จะอยู่ คงต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น

หลังจากเหตุการณ์ ปล้น บ้าน ขุนวิจิตรภาษี ทำให้ ความสงบที่ มีมาช้านาน ของเบตง ต้องเปลี่ยนไปเป็นความ ระแวง และ ไม่ใว้วางใจกัน เพราะไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้น ในพื้นที่อ.เบตง มีคนจีน มลายู คนไทย พวกอื่นๆอีก จำนวนหนึ่ง ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบตลอดมา เมื่อ พวก โจรจีน กล้าหาญ บุก โรงพัก (สถานี ตำรวจ) ด้วยอาวุธ ยิงต่อสู้กัน มีคนเสียชีวิต ซึ่งต่างกับเมื่อครั้ง ปล้นบ้าน นายด่านศุลกากรเบตง คนร้าย ไม่ได้ ทำร้ายคนในบ้านที่ มีกัน 4 คน แต่การบุก โรงพัก นั้น แสดงเจตนา ว่า ต้องการทำร้าย คนเป็นหลัก ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่


เวลา 6.00 วันที่ 28 ตุลาคม 2476 มีเด็กส่งนม มาบอกว่า มีผู้หญิ่ง ชาวจีนหลายคน จะนั่งรถไป ปีนัง และบอกด้วยว่ามีข่าวซุบซิบ จะมีผู้ร้าย จะปล้นตลาดเบตง วันนี้ไปส่ง นม บ้าน แซ่โล่ ไม่ได้ เพราะ โลเสียนสิน และโลสียนเจา พาครอบครัว ไปเมือง กูลิมแล้ว ( เมือง กูลิม รัฐเคดาห์ มาเลเซีย- ผู้เขียน) โดยไม่รอช้า นาย สงวน จิระจินดา รีบบึ่งไปบ้าน แซ่โล่ ทันที เผื่อทัน (ปัจจุบันคือ โบสถ์ คาธอลิค) จะไปถามให้รู้เรื่อง เป็นยังไงกัน รู้เรื่องอะไรบ้าง ไปถึงบ้านประตูปิด จึงเดินทางกลับ

ระหว่างทาง ได้เห็นรถ สองแถวทะเบียน บ.ต. 10 จอดรับผู้โดยสาร หน้าร้านขายผ้า ชื่อ “ รามัตตุลลาฮฺ” เห็นภรรยาของ เจียเซียะ เจ้าของร้าน “เจียกีซัง” และภรรยาเจ้าของ ร้าน “กำไถ่” นั้งอยู่บนรถ รวมกับคนอื่นๆอีกหลายคน

ในขณะเดียวกันก็มี ส.ต เจริญ สุภาพ ตำรวจ โรงพักเบตง นั่งอยู่ในร้าน กาแฟ “หว่าเชียง” แล้วก็รีบบอก เรื่อง ราว ให้ไปแจ้ง กับ หลวง เจริญๆ หัวหน้าตำรวจ เรื่องข่าวลือคนย้ายออกจากเบตง ไปหารือกับ พระทำนุๆ ผู้ว่าการอำเภอ (เรียกกันในเวลานั้น) ว่าจะห้ามประชาชนหรือจะปล่อยไป จึงเดินต่อไปบ้าน แซ่โล .

ที่บ้านแซ่โล ประตูปิด ไม่มีคนอยู่ นาย สงวน เดินทางกลับ เมื่อถึง สามแยก (ปัจจุบัน สี่แยกหอนาฬิกา) พบ ส.ต.ต เจริญ ได้บอกว่าได้รายงานผูกองแล้ว (ร.ต.ท เจริญ นะวัฒน์ หรือ หลวงเจริญ) ผู้กอง บอก ให้ไปดูว่า “โลเสียนเจา” พาปืนไปด้วยไหม จึงรีบถีบจักรยาน. ไป บ้าน แซ่โล่เป็น ครั้งที่ สอง พบคนรับใช้อยู่ในบ้าน ถามเรื่องปืนว่า ยังอยู่ไหม เมื่อทราบว่าปืนยังอยู่ รีบกลับไปแจ้ง ส.ต.ต เจริญ ๆ ก็รายงาน ต่อ หลวงเจริญๆ อีกด่อหนึ่ง

ขณะเดินทางกลับที่พัก ถึง สนง ไปรษณีย์ พบ หลวง เจริญๆ ๆ บอกว่า “ได้หารือ คุณพระแล้ว ท่านบอก ว่า เราไม่มีสิทธิ์ ไปห้าม ว่าใครจะไปไหน ใครจะไปก็ให้ไป “


* โบสถ์ คาธอลิค อยู่ห่าง จาก สามแยก( สี่แยกหอนาฬิกาในปัจจุบัน ) ประมาณ 150 เมตร อยู่ด้านขวา ของรูปถ่าย เข้าไปในซอยประมาณ 30 เมตร

โปรดติดตามตอนที่ 3 ต่อ

แสดงความคิดเห็น