ญี่ปุ่นบุกปัตตานี #5 “ยุวชนทหาร ต้านสุดชีวิต”

0
677

ต่อจากตอนที่แล้ว โค้งที่9
ในเวลา 04.00 น.เศษ กำลังทหารญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งเคลื่อนเข้าโอบศาลากลาง แต่ถูกยุวชนทหารต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ญี่ปุ่นกระจายกำลังตั้งแต่ถนนเดชาจนถึงสะพานเดชานุชิต เพื่อเข้ายึดสถานีตำรวจกองเมืองที่เป็นศูนย์ป้องกันของตำรวจ แต่ถูกยุวชนทหารที่เชิงสะพานเดชานุชิตต้านทานอย่างเหนียวแน่นจนญี่ปุ่นไม่อาจรุกเข้ามาได้ ระหว่างการต่อสู้นั้นยังมีข้าราชการและประชาชนไปรวมตัวกันที่ศูนย์ป้องกันเพื่อขอร่วมในการต่อสู้ด้วย การสู้รบดำเนินต่อไปจนถึงเวลา 11.00 น. โดยที่ญี่ปุ่นก็ไม่อาจรุกคืบหน้าได้ จอมพล ป.พิบูลสงครามก็มีโทรเลขมาให้ฝ่ายไทยหยุดยิง ยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่าน การสู้รบจึงยุติ เวลาประมาณ 13.00 น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้ประกาศว่ารัฐบาลไทยตกลงให้ทหารญี่ปุ่นเคลื่อนกำลังผ่านประเทศไทยได้ แต่ที่บริเวณอำเภอหนองจิกยังมีการยิงกันประปรายจนถึงเวลา 17.00 น.
โค้งที่ 10
สรุปการเสียหายของฝ่ายไทย ทหารเสียชีวิต 24 คน ตำรวจ 5 คน ยุวชนทหาร 5 คน ข้าราชการและประชาชน 9 คน รวมเสียชีวิต 43 คน สถานที่ราชการและเอกชนเสียหายเป็นจำนวนมาก รถบรรทุกปืนกลหนักถูกยิงไฟไหม้ไป 1 คัน อาคารโรงทหารถูกญี่ปุ่นเข้าไปทำลายและค้นเอาทรัพย์สินออกไปใช้ โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายทหาร รถยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง พันตรีหลวงอิงคยุทธบริหารได้เลื่อนยศเป็นพันเอก และในปีพ.ศ. 2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9ได้พระราชทานนามค่ายทหารที่ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ว่า “ค่ายอิงคยุทธบริหาร” ส่วนความเสียหายของญี่ปุ่นบริเวณหน้าวัดนพวงษ์ ตายถึง 150 คน บาดเจ็บประมาณ 100 คน บริเวณอำเภอหนองจิก ตาย 30 คน บาดเจ็บ 20 คน
โค้งที่ 11
นอกจากการยกพลขึ้นบกในเขตไทยแล้ว ในเวลาเดียวกันญี่ปุ่นยังยกพลขึ้นบกที่โคตาบารูในเขตมลายู โดยส่งเครื่องบินเข้าปูพรมฐานทัพต่าง ๆ ของอังกฤษ และยกพลขึ้นบกห่างจากพรมแดนไทยลงไป 18 กิโลเมตร อังกฤษได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตี แต่ก็ถูกตอบโต้โดยฝูงบินญี่ปุ่นซึ่งครองน่านฟ้าไว้ได้ และเข้ายึดสนามบินอลอร์สตาร์ เมื่อญี่ปุ่นยึดบางส่วนของมลายูได้แล้ว ทหารที่ยกพลขึ้นบกหาดใหญ่ สงขลา จึงเคลื่อนกำลังเข้ามลายู ร้อยตรีอำไพ จุลละพราหมณ์ ซึ่งต่อมาก็คือ พลตำรวจเอกสุรพล จุลละพราหมณ์ อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งตอนนั้นถูกส่งไปเป็นนายทหารติดต่อประจำกองทัพญี่ปุ่นและเข้าไปในเขตมลายูด้วย ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อพ้นเขตไทย เห็นศพทหารเกลื่อนกราดตลอดสองข้างทาง ที่ป้อมปืนคอนกรีตก็เห็นทหารอาณานิคมตายคาป้อม ในสวนยางมีซากรถหุ้มเกราะเบรนกันแคริเออร์และศพทหารเกลื่อน ทหารญี่ปุ่นรุกเข้ามลายูจนถึงสิงคโปร์รวมทั้งบอร์เนียวและสุมาตราได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารญี่ปุ่นฮึกเหิม ทั้งยังพลอยทำให้รัฐมนตรีไทยหลายคนมั่นใจว่าญี่ปุ่นจะต้องชนะสงครามครั้งนี้แน่ จึงอยากจะขอร่วมหัวจมท้ายเข้าหุ้นผู้ชนะสงครามกับญี่ปุ่นเสียเลย

ข้อมูล #tk park pattani

แสดงความคิดเห็น