“เสียงความรู้สึกและขอเสนอชาวไทยพุทธ​ต่อกระบวนการสันติภาพ” อะไรบ้างที่เขาต้องการ?

0
333

เมื่อ16.00น.ของ​ วันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ที่​ ห้องกลางชล รร.ซีเอส​ปัตตานี​ กลุ่มถักทอสันติภาพ (กทส.) ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมเครือข่ายชาวพุทธทั้งภายในและภายนอกพื้นที่กว่า 11 กลุ่ม ภายใต้การริเริ่มและสนับสนุนทางด้านวิชาการและการสร้างเครือข่ายจากคณาจารย์ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

​ ซึ่งเป็นองค์กรที่ติดตามทำงานวิจัยในพื้นที่​ชายแดนใต้มากว่า 15​ ปี​ ได้จัดการประชุมหารือเพื่อการทำงานของกลุ่มอย่างมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นในการขับเคลื่อนสันติภาพโดยมุ่งเน้นที่การนำเอาพลังของพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพมาเป็นวัฒนธรรมหลักของกลุ่ม

และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของภาคประชาชนโดยไม่เลือกศาสนาและชาติพันธุ์ด้วยความเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จะสำเร็จลงได้ก็ด้วยพลังการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหรือที่ทางกลุ่มเรียกว่า “ปาร์ตี้ซี (Party C)” ซึ่งหมายถึง Civilians หรือ ประชาชนพลเมืองในพื้นที่ที่ไม่ได้แยกว่านับถือศาสนาใด ซึ่งการริเริ่มโครงการดังกล่าวนี้ก็มาจากการริเริ่มของพระครูโฆษิตสุตาภรณ์ หรือ พระมหาเจรียง​ เจ้าอาวาสวัดบวรวรวิหาร​ อ.ยะหริ่ง​ จ.ปัตตานี​ สมาชิกกลุ่มถักทอสันติภาพ และ รศ.ดร.โคทม อารียา​ ​ผอ.​ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี​มหาวิทยาลัยมหืดล​ ให้ความสำคัญและร่วมผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในรูปของงานวิจัยซึ่งได้นำมาเปิดตัวในวันดังกล่าวในชื่อ “ความรู้สึกและข้อเสนอของชาวพุทธต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข”

ที่มาของหนังสือเล่มดังกล่าวมาจากการที่กลุ่มถักทอสันติภาพได้ติดตามการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่เริ่มตั้งกลุ่มเมื่อ 4 ปีก่อนและพบว่าในกระบวนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เสียงของชาวพุทธดูเหมือนจะขาดหายไป จึงได้มีการลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเสียงความรู้สึก ความต้องการ และ ความหวัง ของชาวพุทธในรูปของงานวิจัย โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวพุทธในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และนำมาวิเคราะห์จนได้สรุปเป็นรายงานวิจัยที่ต้องการจะเสนอให้ทั้ง Party A และ Party B ตลอดจนสังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็นโดยไม่ละเลยเสียงของชาวพุทธในพื้นที่ด้วย ดังนี้
ชาวพุทธรู้สึกภาคภูมิใจในศาสนาพุทธที่ตนนับถือและภูมิใจในความเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้และภูมิใจที่เคยอยู่ร่วมกับมุสลิมฉันพี่น้องมีการไปมาหาสู่กันอย่างมีความสุข แต่มาภายหลัง หลายครั้งที่ความภาคภูมิใจของชาวพุทธถูกลดทอนด้วยความกลัว ความโกรธ ความเสียใจอันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ และโดยเฉพาะเมื่อมีการสูญเสียคนในครอบครัวและญาติมิตรไปกับเหตุการณ์ความรุนแรง และความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในพื้นที่เปลี่ยนไป ซึ่งชาวพุทธอยากให้ความสัมพันธ์กลับมาดีเหมือนเมื่อก่อน รวมทั้งไม่ต้องการให้มีการใชเงื่อนไขความต่างทางศาสนามาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายกัน


ชาวพุทธต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องการให้มีความเสมอภาค​และการอยู่ร่วมกันด้วยความเท่าเทียม​ของทุกศาสนา​ ต้องการการเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัย​ ตลอดจน​ ต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​การประกอบอาชีพ การดำรงชีพ​ ความมั่นคงทางชีวิต​ ไม่ต้องการถูกขับไล่ออกนอกพื้นที่ หรือแยกที่อยู่ แยกพื้นที่ทำมาหากิน
ด้วยเหตุที่ชาวพุทธมีความรู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ และตกอยู่ในความทุกข์มาเป็นเวลายาวนาน มุมมองต่อสถานการณ์จึงมักเป็นในทางลบ หรือเป็นการมองโลกในแง่ร้าย (pessimism) และอยากมีข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อดำเนินการได้เลยโดยไม่รอการพูดคุย เช่น การทำความเข้าใจกับประชาชนทุกกลุ่มรวมทั้งให้ความสำคัญแก่ชาวพุทธมากขึ้น การติดตามคนผิดมาลงโทษ การให้ความเป็นธรรม ในขณะเดียวกันก็หวังให้ฝ่ายรัฐบาลพูดคุยแบบสุจริต โปร่งใส จริงจัง มีความต่อเนื่อง เตรียมตัวให้ดีรวมทั้งมีการรับฟังปัญหาท้องถิ่น ก่อนการพูดคุย กระนั้น ก็มีชาวพุทธจำนวนหนึ่งไม่มากนักที่ฝากความหวังให้กระบวนการพูดคุยประสบความสำเร็จได้ด้วยดี
ชาวพุทธต้องการให้ในโต้ะเจรจาพูดคุยสันติสุข​ ทั้ง ​2​ ฝ่ายคือฝ่ายปาร์ตี้ เอ นั้น​ 1) ขอให้มีความจริงใจใน​การพูดคุยเพื่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ​ 2​) ขอให้กระบวนการพูดคุย​มีความโปร่งใส​ 3) ข้อมูลต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย
ส่วนข้อเสนอ​ ต่อฝ่ายปาร์ตี้ บี หรือ มารา​ ปาตานี​ และกลุ่ม​ BRN​ หรือกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรง​ กลุ่มอื่น ๆ​ ทุกกลุ่ม​ คือ​ 1)​ ไม่ใช้ความรุนแรง​ต่อพลเรือน 2) ไม่ใช้ประเด็นศาสนามาสร้างความแตกแยก​ 3) ให้พื้นที่​ของชาวไทยพุทธ​ และ​ 4) ขอให้รับฟังเสียงและเข้าใจจุดยืน​ของชาวไทยพุทธ​


สำหรับความหวัง​ในอนาคต​นั้น ชาวพุทธต้องการให้ทุกภาคส่วน​มองเห็นความสำคัญ​ และร่วมกัน​แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง​ เพราะปัญหาของ​ 3 ​จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายในการแก้ปัญหา​
ในการเปิดตัวหนังสือครั้งนี้ รศ.ดร.โคทม​ อารียา​ ได้ขยายความว่า “ในทัศนะของชาวพุทธ การพุดคุยระหว่างฝ่ายรัฐและมาราปาตานีควรเน้นในเรื่องความปลอดภัย การส่งเสริมอาชีพ การศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง อยากให้คุยกันเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม และมีจำนวนหนึ่งไม่มากนักที่กล่าวถึงการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เห็นต่างที่กลับใจ หรือกล่าวถึงการปกครองอันเป็นประชาธิปไตย” นอกจากนี้ ชาวพุทธยังมีข้อเสนอต่อฝ่ายมาราปาตานีโดยตรง เช่น ขอให้ยุติความรุนแรง หยุดการฆ่า และหยุดทำร้ายคนพุทธ หยุดการขับไล่ชาวพุทธออกจากพื้นที่ ไม่ใช้ประเด็นศาสนามาสร้างความแตกแยก และมีข้อเสนอที่เกี่ยวกับการพูดคุย เช่น ขอให้ทุกกลุ่มเข้ามาร่วมเจรจา ขอให้ระบุตัวตนและความต้องการให้ชัด ขอให้เคารพคู่เจรจา และทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา จนได้ข้อสรุปที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย และขอให้นำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติด้วย
สำหรับความหวังและการมองภาพอนาคตที่พึงปรารถนา นั่นคือ สังคมที่สันติ สงบสุข ทุกคนปลอดภัย เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีการแลกเปลี่ยนกันด้วยความเคารพ เป็นสังคมที่เจริญ คนกลับมาท่องเที่ยวในพื้นที่ และมีการไปมาหาสู่กันเหมือนแต่ก่อน ในการทำให้ภาพอนาคตของสันติสังคมเป็นจริง ชาวพุทธจำนวนมากคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทั้งราชการ เอกชน ชาวพุทธ ชาวมุสลิม ที่จะร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายนี้

ติดตาม​ รายละเอียดเต็มที่​:   https://www.facebook.com/chaidantainews/videos/658841487889888/

สุกรี​ มะดากะกุล​ บก​.@ชายแดนใต้