ย้อนรอยครั้งหนึ่งกับประวัติศาสตร์​ การต่อสู้เพื่อการคลุมศีรษะของสตรีมุสลิมไทย

0
1263

โดย​ fb.Fareed denyingyoch

การเริ่มต้นคลุมศีรษะของสตรีมุสลิมในประเทศไทย.​เนื่องในวาระ “World Hijab Day” ที่จะมาถึงในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

หลังจาก พ.ศ. 2523 ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นการตื่นตัวการคลุมศีรษะ (มีความหมายรวมคือการแต่งกายถูกต้องตามบทบัญญัติอิสลาม) ของสตรีมุสลิมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

การรณรงค์ไปสู่เสรีภาพในการแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามนี้ ต้องรณรงค์ต่อสู้ทั้งทางสังคมและกฎหมายระเบียบกฎเกณฑ์ของทางราชการ และเป็นการรณรงค์ต่อสู้ เป็นแต่ละกรณีและแต่ละสถานที่ที่ต่างกัน ปัญหาหลักก็คือทางราชการอ้างระเบียบกฎเกณฑ์ (แบบเคร่งครัดตามตัวอักษร) ว่าไม่สามารถกระทำได้ ทั้งกรณีนักศึกษาในมหาวิทยาลัย การถ่ายรูปติดบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง รวมทั้งข้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาลด้วย ยกเว้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมีนักศึกษาสตรีมุสลิมคลุมศีรษะกันมากขึ้นเพราะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด กระนั้นนี่ก็เป็นแรงกดดันต่อนักศึกษาสตรีมุสลิมที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยปิด วิทยาลัยครูและวิทยาลัยอาชีวะศึกษา (ในขณะนั้น) ที่ต้องการแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลาม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2530 กลุ่มนักศึกษาสตรีมุสลิมวิทยาลัยครูยะลา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฎจังหวัดยะลา) ยื่นหนังสือต่อประธานชมรมส่งเสริมจริยธรรมอิสลามวิทยาลัยครูยะลาให้เป็นตัวกลางในการยื่นหนังสือขออนุญาตให้นักศึกษาสตรีมุสลิมแต่งกายตามหลักการอิสลามได้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติในอัลกุรอาน ซึ่งขณะนั้นมีนายอิบรอฮีม ณรงค์รักษาเขต ประธานชมรม และนายสุกรี หลังปูเต๊ะ (ปัจจุบันทั้งสองท่านจบการศึกษาระดับปริญญาเอกและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย) เป็นผู้รับเรื่อง

วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2530 นางสาวยะวาเหตุ โต๊ะแอ นางสาวพนิดา ดือเระและนางสาวอาลีญา อาลีดีมัน นักศึกษาของวิทยาลัยครูยะลา แต่งกายตามหลักการอิสลามเข้าเรียนในชั้นเรียน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการปฏิเสธที่จะอนุญาตให้แต่งกายเช่นนี้ได้จากผู้บริหารวิทยาลัยครูยะลา ซึ่งในจำนวนนั้นมีอาจารย์ที่เป็นมุสลิมด้วย

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2530 จำนวนนักศึกษาที่คลุมศีรษะมาเรียนเพิ่มเป็น 12 คน และทุกคนถูกเรียกตัวเข้าพบที่ห้องผู้บริหาร พร้อมกับการขอร้องแกมขู่ให้ยุติการกระทำดังกล่าว ทางชมรมจริยธรรมอิสลามฯ จึงทำหนังสือแจ้งถึง ศอบต. ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้และสำนักจุฬาราชมนตรี

ตลอดเวลาตั้งแต่นักศึกษาเริ่มแต่งกายตามหลักการอิสลาม มีความพยายามกลั่นแกล้งจากผู้บริหารโดยตลอด ทั้งการห้ามเข้าเรียนบางวิชา การนำชุดละหมาดของสตรีมุสลิมจากห้องชมรมจริยธรรมอิสลามไปทิ้ง การห้ามใช้เครื่องเสียงเวลามีการประชุม อนุญาตให้นำเครื่องดนตรีของวิทยาลัยครูออกมาเล่น เพื่อก่อกวนการประชุมของกลุ่มนักศึกษามุสลิม รวมทั้งให้นักศึกษาอีกฝ่ายหนึ่งจัดการประท้วงต่อต้านกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการคลุมศีรษะ เป็นต้น

ทางด้านจิตวิทยา ทางวิทยาลัยครูได้เชิญตัวนักศึกษาที่คลุมศีรษะทั้งหมดเข้าพบตัวต่อตัวหลายครั้ง และเจรจาเกลี้ยกล่อมให้นักศึกษาเหล่านี้ยุติและเลิกล้มความตั้งใจในการแต่งกายตามหลักการอิสลาม แต่นักศึกษายืนยันที่จะปฏิบัติต่อไป ถึงแม้ทางวิทยาลัยจะให้ออกจากการเป็นนักศึกษาก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่งมีการให้ข่าวว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษาสตรีมุสลิมดังกล่าว มีประเทศมุสลิมในตะวันอกกลางอยู่เบื้องหลังและประเทศนี้เพิ่งจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งประเทศดังกล่าวนับถือศาสนาอิสลามต่างจากมุสลิมทั่วไป กล่าวคืออยู่ในนิกายชีอะฮ์

ทางรัฐบาลโดยนายมารุต บุนนาค (ส.ส. กรุงเทพมหานคร) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพยายามหาทางแก้ปัญหา โดยออกเป็นคำสั่งผ่อนปรนต่อนักศึกษาที่แต่งกายตามหลักการอิสลาม ให้เข้าเรียนและสอบปลายภาคให้ปิดภาคเรียนไปก่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป

แต่นายไสว พัฒโน (ส.ส. จังหวัดสงขลา) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคัดค้านแนวทางของนายมารุต บุนนาค

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2531 กลุ่มมุสลิมเจ็ดองค์กรในส่วนกลางประกอบด้วย สมาคมไทยมุสลิมทักษิณ ชมรมนักกฎหมายมุสลิม สมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ชมรมนักศึกษามุสลิมมหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มนักศึกษามุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ (PNYS) สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยและชมรมมุสลิมสยาม แถลงข่าวหลังจากยื่นหนังสือสนับสนุนนายมารุต บุนนาค (ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 25 มกราคม) ว่า องค์กรมุสลิมให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษามุสลิมวิทยาลัยครูยะลา พร้อมกับปฏิเสธข่าวที่ว่า มีการสนับสนุนการเคลื่อนไหวจากต่างชาติ

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 นักศึกษาที่แต่งกายคลุมศีรษะถูกไล่ออกจากห้องเรียน เหตุการณ์เริ่มบานปลายและส่อเค้านำไปสู่ความรุนแรง แนวร่วมในกรุงเทพมหานคร​ จึงยื่นหนังสือถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีให้ลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และให้ทบทวนคำสั่งของวิทยาลัยครูที่จะพักการเรียนของนักศึกษาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 อาจารย์ประเสริฐ มะหะหมัด จุฬาราชมนตรีทำหนังสือชี้แจงกรณีการคลุมศีรษะของนักศึกษาถึงกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ คัดค้านการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของผู้บริหารวิทยาลัยครูและ ศอ.บต. พร้อมทั้งระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะ ศอ.บต. ไม่ยอมมาปรึกษากับตน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 นักศึกษาจัดการชุมนุมขึ้นที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมนับหมื่นคน และเริ่มมีการทยอยมาจากจังหวัดไกล้เคียง ทั้งปัตตานี นราธิวาส สตูลและสงขลา

วันที่ 16 มีนาคม หนังสือพิมพ์ดาวสยาม (ปิดกิจการไปแล้ว) พาดหัวข่าวว่า “ประทัวงแต่งฮิญาบ เพราะการเมืองจากภายนอก ลัทธิชีอะฮ์หนุนก่อเหตุข่มพุทธ”

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2531 นิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ฉบับวันที่ 20-26 มีนาคม พ.ศ. 2531 ลงบทความเรื่อง “แฉเบื้องหลังศึก วค. ยะลา” ระบุว่า “การประท้วงกรณีฮิญาบที่ วค. ยะลา มี ส.ส. จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้หนึ่งรับนโยบายมาจากประเทศตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง​ โดยประสานงานกับสำนักงานวัฒนธรรมของต่างชาติแห่งหนึ่ง เพื่อเคลื่อนไหวในลักษณะรุนแรง”

ระหว่างมีการประท้วงที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา ที่กรุงเทพมหานครตัวแทนองค์กรมุสลิมในส่วนกลางได้เดินทางเข้าพบนายไสว พัฒโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่คัดค้านการอนุญาตให้นักศึกษาสตรีมุสลิมคลุมศีรษะได้ เพื่อยื่นหนังสือและเจรจา

ตัวแทนที่เข้าพบประกอบด้วยคุณอนัส (จำนามสกุลไม่ได้) นายกสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่ประเทศไทยในขณะนั้น ทนายสมชาย นีละไพจิตร (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาแก่ดวงวิญญาณของท่าน) ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม คุณสุนทร (อับดุลกอเดร) มูซอ และคุณอรุณ (ฟารีด) เด่นยิ่งโยชน์ หลังจากยื่นหนังสือแล้วมีการเจรจากับตัวแทนของกระทรวงมหาดไทยอยู่นานพอสมควร จึงลากลับ จากนั้นคณะทั้งหมดจากกรุงเทพมหานครจึงเดินทางลงจังหวัดยะลา เพื่อสมทบกับนักศึกษาที่ประท้วงและหาทางแก้ไขปัญหากับกลุ่ม ส.ส. มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เท่าที่จำได้ขณะนั้นประกอบด้วยคุณเด่น โต๊ะมีนา อ. วันมูหะมัด นอร์ มะทา คุณอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ คุณมุข สุไลมานและคุณจิรายุส เนาวเกต เป็นต้น รวมทั้งองค์กรเยาวชนยะลา (ยมย.) ด้วย

จนกระทั่งปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2531 ทางรัฐบาลจึงยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมและสัญญาว่าจะแก้ไขระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เสียใหม่ ซึ่งยังกินความกว้างรวมไปถึงสิทธิเสรีภาพของสตรีมุสลิมทุกคนในทุกองคพยพของสังคมไทย ที่สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อสำคัญข้อนี้ของอิสลามได้

การประท้วงกรณีฮิญาบของนักศึกษาวิทยาลัยครูยะลาครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับกระแสวัฒนธรรมอิสลามในเวลาต่อมา เป็นผลพวงการต่อสู้อย่างยาวนานตั้งแต่นักศึกษาสตรีมุสลิมคนแรกตัดสินใจคลุมศีรษะไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย มีนักศึกษาสตรีมุสลิมจำนวนมากที่เป็นตัวละครร่วม ทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม

มีสตรีมุสลิมในหน่วยงานของรัฐและเอกชนจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการคลุมศีรษะในหน่วยงานของตนเองทั้งภาครัฐและเอกชน โดยไม่ได้หวังที่จะมีชื่อเสียงเรียงนามในสังคมว่าเป็นนักต่อสู้ พวกเธอหวังเพียงความพึงพอพระทัยของพระผู้เป้นเจ้าและปฏิบัติตนอยู่ในครรลองของอิสลามเท่านั้น

กว่า 30 ปีผ่านไป บรรดาสตรีมุสลิมเหล่านั้น ในปัจจุบันก็คงจะมีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย พวกเธอเป็นแม่ของลูกสาวซึ่งคงเข้าเรียนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ทำงานในกระทรวงทบวงกรม บริษัทห้างร้านต่างๆ โดยสามารถคลุมศีรษะและแต่งกายมิดชิดตามบทบัญญัติอิสลามได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สตรีเหล่านั้นก็คงจะมีลูกชาย ซึ่งได้แต่งงานกับผู้หญิงที่คลุมศีรษะแต่งกายเรียบร้อย และจะส่งต่อวัฒนธรรมการแต่งกายแบบอิสลามนี้ไปยังลูกหลานและคนรุ่นต่อๆ ไป ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมอิสลามและวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังแข่งขันต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง

หนุ่มสาวมุสลิมยุคนี้ลองแหงนมองหน้าแม่ของตนเองดูสักครั้งหนึ่ง แล้วอาจจะพบว่า “มุญาฮิดะฮ์” นักต่อสู้เพื่อ “ฮิญาบ” ในยุค 30 ปีที่แล้ว อาจเป็นแม่ๆ ของพวกเขานั่นเอง

หมายเหตุ : โพสต์นี้มิได้เจตนาที่จะกล่าวถึงหรือละเลยที่จะกล่าวถึงบุคคลใดหรือองค์กรใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการบรรยายภาพที่ผู้เขียนมีโอกาสสัมผัสและมีส่วนร่วม เพื่อสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวและสัมฤทธิผลของการเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่านั้น ยังมีข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกอีกมากมายเกี่ยวกับตัวบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งสามารถศึกษาได้ในแหล่งข้อมูลอื่นๆ

ขอบคุณภาพ/เรื่อง​ คุณฟารีด​ เด่นยิ่งโยชน์​

แสดงความคิดเห็น